Welcome to my blogspot

ดาวน์โหลดบทความใหม่ (dwnld)...ร.๕ กับการเสด็จประพาสประเทศอินเดีย...ขอขอบคุณบทความดีๆที่มีให้เราๆได้อ่าน เสริมปัญญา เป็นอาหารสมอง และให้ความรู้ที่ดีที่สุด­เพราะกลั่นมาจากปัญญาแท้ๆ wel 2013 come / Happy new year

หยิบข่าวมาบอก:Breaking News

r

29 ธันวาคม 2553

WE ARE IN BODH GAYA

ขอส่งความสุขให้ทุกท่านด้วยคำอวยพรสากลหน่อยนะครับ

I wish you Merry Christmas and a Happy New Year 2011. Let the coming year be prosperous joyful for all of us. With my warm wishes.

ผมกับท่านอาจารย์ดร. ปลัด ท่าน ร.ศ. ดร. ประศาสตร์ บุญสนอง มหาวิทยาลัยนเรศวร ดร.นพดล และพี่ดา ได้เดินทางไป เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียด้วยกันเมื่อ วันที่ 18-21 ธ.ค. 2553 ไปถึงเมือง Kolkata เที่ยงวันพอดี พวกเราจองตั๋วรถไฟ เพื่อไปยังปลายทางคือเมืองพุทธคยา เวลา 6โมงเย็น ไปถึง เที่ยงคืนพอดี เราเข้าพักที่วัดไทยมคธ คณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ช่วงนี้อากาศอินเดีย หนาวเย็นมาก ครับ ท่านใดที่จะเดินทางไปช่วงนี้ขอให้เตรียมยาลดไข้ เสื้อกันหนาวหนาๆไปด้วยครับ

มหาปราสาทเจดีย์ พุทธคยา

จุดประสงค์การเดินทางในครั้งนี้


1.เพื่อกราบและทำบุญขอพรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ใต้ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าได้ตร้สรู้

2.รับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมคธ จัดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2
553 ผู้มอบปริญญาให้ คือ ท่าน ดร.มหา มหีน ผู้ว่าการรัฐ Bihar
การรับมอบปริญญาจัดกันขึ้นที่สนามกีฬา มหาวิทยาลัยมคธ ทุกระดับชั้น ที่เข้ารับ มีบัญฑิต ชาวอินเดีย และไทย พม่า เวียดนาม และชาวอัฟกานิสถาน 1 ท่าน ทีได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ผมได้ฟังท่าน ดร.มหา มหีน ผู้ว่าการรัฐพิหาร เป็นผู้
มอบปริญญาบัตร แปลความเป็นภาษาไทยได้บางตอน ดังนี้ ผมมี

ผมมารักษาความปลอดภัยในงานครับ ใครซ่ากับพี่ ดร. ผม เดี๋ยวเจอ ฮิฮิ

ความยินดีกับบัณฑิตทุกท่าน ที่ท่านอุตสาหะ คือขยันใส่ใจความรู้ จนสำเร็จดังที่ตัวท่านเองมุ่งมั่น โดยเฉพาะนักศึกษาจากต่างประเทศ เช่นประเทศไทย เวียดนาม พม่า ภูฐาน ที่ท่านได้จากบ้านต่างเมืองมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย จนสำเร็จการศึกษาระดับต่างๆเป็นที่น่าชื่นชม และขอให้ท่านได้ประสบความสำเร็จทุกๆด้าน และสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ลึกซึ้งมากกว่าสาขาฟิสิกส์ (Physics) โดยการรับรองจาก อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ ระดับโลก ที่ยอมรับในพระพุทธศาสนาในเรื่องหลักคำสอนและปฏิบัติ ว่ายอดเยี่ยม ที่สุด วิชาพระพุทธศาสนาจะต้องเข้าไปสอนในทุกหลักสูตรเช่น ระดับประถม มัญยม และระดับอุดมศึกษา สอนกันจริงๆจังๆ ??? ประมาณนี้ครับ

ผมกับท่านดร.ปลัด ในเช้าวันที่ 19 Dec 2010 พวกเราทานอาหารเช้าที่ทางวัดจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางไปกราบนมัสการและสวดมนต์ทำบุญที่ พุทธสถาน รวมแล้วหลายเที่ยว จนถึงวันทีี 20 Dec 2010 มีนักบุญชาวพุทธมากมายหลายประเทศมากครับ ที่เดินทางไปกราบนมัสการ ชาวไทยเราก็เยอะครับ มีจีน และ ไตหวัน เวียดนาม ฎูฐาน ธิเบต เป็นต้น


วันรับปริญญา ลงทะเบียนครับ ซ้ายมือ ข้างๆผมครับ ท่าน ดร.สุธน อินทนกำเนิด


แสดงความยินดีกับน้องคนไทยครับ สำเร็จปริญญาโท มหาวิทยามคธ


ร่วมแสดงความยินดีกันครับ ซ้ายมือสุดครับท่าน ผศ.ดร. เมธา สุพงษ์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี
ติดตาม website ท่านได้ที่ http://gotoknow.org/profile methasupong คนคุณภาพของไทยเราอีกคนครับ



เมือ่รับปริญญาเสร็จแล้วพวกเราก็จะต้องเตรียมตัวเดินทางกลับ Kolkata เพื่อกลับประเทศไทย พวกเราเหมารถไปส่งที่ Kolkata ครับ ไปถึงตอนเช้า เครื่องออกเที่ยงวัน แต่ผมกับ ดร.นพดล จะต้องต้องพัก 1 คืน ที่ Kolkata เพราะเที่ยวกลับ เป็นวันที่ 22 Dec 2010 ผมกับท่าน อาจารย์ ดร.นพดล พักกันที่วัดเบงกลอครับ และปีใหม่ 2554 @ 2011 ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรมก็ให้สมความมุ่งมั่น และปีใหม่นี้ผมกับแม่บุญธรรม แม่ๆ พี่ๆ สมาคมแต้จิ๋ว จะไป Count Down 2010 กันที่เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี และกลับมาผมจะพาพ่อวิสา คุณพ่อผม เลี้ยงท่านหนึ่งโต๊ะครับ ขอให้ระมัดระวังอุบัติเหตุดื่มไม่ขับ สุราดื่มน้อยเป็นยาบำรุงร่างกาย ดื่มมากให้โทษครับ.

18 พฤศจิกายน 2553

พระในบ้าน คือ พ่อ แม่ ที่ควรบูชายิ่งด้วยหัวใจ

เหลืออีกไม่กี่วันจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและต่อชาวโลก ที่คนไทยจะได้น้อมรำลึกถึงพระคุณอันประเสริญยิ่งใหญ่ของพระองค์คือ วันพ่อแห่งชาิติ เป็นวันกตัญญูแห่งชาติก็ว่าได้ เป็นวันการครองราชย์ครบ 60 ปี ที่คนไทยจะได้ร่วมเทิดพระเกียรติฯ พระองค์ท่าน พระองค์ท่านทรงแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับประชาชนชาวไทย ให้อยู่ดีมีสุข โดย มีโครงในในพระราชดำริมากมาย หรือ ฝนหลวงเป็นต้น และทรงห่วงใยประชาชนของพระองค์ท่าน เช่น ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปในชนบทหรือจังหวัดต่างๆ เมื่อพระองค์ทรงเห็นประชาชนที่เจ็บป่วย พระองค์ทรงพระราชทานช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บป่วยไว้ในพระราชานุเคราะห์ ทำให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ พระเมตตาของพระองค์ท่านมีให้ประชาชนของท่านอย่างเต็มเปี่ยม แม้แต่นักโทษในเรือนจำยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ อภัยโทษให้ เมื่อถึง วันพ่อแห่งชาติ คือ 5 ธันวามหาราช ของทุกปี

และเที่ยวบินมหากุศล วันที่ 13 ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักที่ประทับ หน่วยบินเดโชชัย 3 ถึงห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้นเสด็จฯไปที่หลุมจอดจี 4-5 เตรียมเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ชื่อ“ศรีสุราษฏร์” เที่ยวบินทีจี 8842 ซึ่งเป็นเที่ยวบินพิเศษมหากุศล เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำคณะพุทธศาสนิกชนและแขกผู้มีเกียรติ เดินทางไปกราบสักการะสังเวชนียสถาน ณ ตำบลคยา(สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้) สาธารณรัฐอินเดีย ระยะทาง 1,114 ไมล์ นับเป็นเที่ยวบินมหากุศล นับเป็นพระปรีชาของพระท่าน และนับเป็นเกียรติแก่นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย ที่ได้เข้าเฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

พ่อ คำนี้เป็นคำที่ยื่งใหญ่ พอเราเกิดมาคำพูดแรกของลูกๆที่พูดได้พูดเป็นก็คือ พ่อ และ แม่ บุญคุณของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่ ที่ลูกๆต้องนึกถึงไว้ในใจตลอดเวลา และทดแทนพระคุณท่านด้วย น้ำคำที่เย็นๆ และการกระทำ คือการดูแลท่านให้ดี อย่าให้ท่านหิว อย่าให้ท่านทุกข์ใจ ความหมายคือเราต้องดูแลท่านให้ท่านสุขสบาย เหมือนดังเช่น พ่อ แม่ ที่ท่านเลี้ยงดูเรามาอย่างดี พระท่านเทศน์ว่าพระในบ้านของเรา ก็คือ พ่อ แม่ เป็นพระพรหมในบ้าน เราต้องดูแลท่าน บูชาท่าน ผู้เขียนเองก็มุมานะร่ำเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะเพื่อ พ่อ ของผู้เขียนจะได้สบายตอนท่านชรา เราจะได้เลี้ยงดูท่านได้ให้ท่านสุขสบาย ผู้เขียนเองจะเดินทางไปรับพ่อที่บ้านและไปเยี่ยมพ่อทุกอาทิตย์ พาท่านมาที่บ้านของผู้เขียนรับท่านมาทานข้าว ทำกับข้าวเองด้วย ซื้อโน้นซื้อนี้ให้ท่านตามกำลังของเรา พ่อเห็นลูกสบายท่านก็ดีใจ พ่อเห็นเราทุกข์ใจพ่อเราเองก็ทุกข์ใจ ผมทำแบบนี้กับพ่อเป็นการทดแทนบุญคุณท่าน แต่บุญคุณของพ่อชาตินี้ก็ใช้ไม่หม.

12 สิงหาคม 2553

บูรณภาพ บูรณาปัญญา บูรณาสิ่งที่สึกกร่อนไป

วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. 2553 เป็นวันมงคลสำหรับทุกๆท่านที่จะขอพรและขอขมาคุณแม่ เป็นวันแห่งความกตัญญูแห่งชาติเลยก็ว่าได้ ถ้าเพิ่มได้ จะเป็นคำว่าวัน กตัญญูแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ซึ่งก็เท่ากับที่เราได้ปฏิบัติกันมาคือ กตัญญูรู้คุณแม่ คำว่าแม่นี้ยิ่งใหญ่มาก ได้รับเกียรติขึ้นนำหน้าพยางค์ต่อไป เช่น แม่คงคา แม่โพสพ แม่ธรณี เห็นไหมครับว่าคำว่าแม่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

บูรณภาพ หมายภึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในทุกๆด้าน เพื่อบรรลุผลที่ตั้งใจว่า หรือที่เราใช้คำว่า VISION วิสัยทัศน์ ที่นี้มาว่ากันว่าทำไมประเทศเขมร ประเทศเล็กๆที่ไม่พัฒนาเลย กับใช้โอกาสความเป็นประเทศเล็กๆที่ไม่พัฒนาเพื่อให้ประเทศอื่นสงสาร หรือเรียกความสงสารจอมปลอม คือไม่น่าสงสารจริง จากประเทศใหญ่ๆได้ และใช้โอกาสที่ประเทศไทยมีความวุ่นวายภายในประเทศ และถือโอกาสแทงข้างหลัง และขี้ฟ้องเที่ยวไปฟ้องประเทศใหญ่ๆว่าโดนไทยกลั่นแกล้ง ซึ่งจริงๆแล้วไม่เป็นความจริงตามที่เขมรเที่ยวไล่แทงประเทศไทยด้านหลังและขี้ฟ้องซึ่งเป็นเรื่องเท็จทั้งนั้น แท้ที่จริงแล้วประเทศไทยมีแต่ช่วยเขมรในด้าน ยา อาหาร สิ่งก่อสร้าง และเงินมาตลอด มีไหมที่เขมรจะเอาสิ่งนี้ไปบอกกับชาวโลกและเอาไปบอกประเทศใหญ่เหล่านั้นไม่มีครับ ซึ่งเป็นการใช้บูรณภาพที่ผิดๆไม่ดีต่อไทยแต่เขมรได้ผลประโยชน์ของตนเอง เป็นการถือโอกาสแทงข้างหลังประเทศไทยเราอย่างจงใจ เริ่มมาตั้งแต่สมัยคนเขมรเผาสถานทูตไทยในเขมรถือเหยียบย่ำคนไทยทั้งประเทศและประเทศไทย และยิ่งเหยียบย่ำคนไทยด้วยการทำลายพระบรมรูปในหลวงของเรา ส่วนตัวผมเองจึงรู้สึกไม่ดีกับประเทศเขมรตั้งแต่นั้นมาครับ แล้วถือโอกาสรุกล้ำแผ่นดินไทยอีกต่างหาก สหประชาติเมื่อถือความถูกต้อง ก็ต้องสร้างความถูกต้องให้เกิดครับ ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกที่ดีมาตลอด และกับประเทศใหญ่ๆ เช่น อเมริกา อินเดีย จีน เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั้งญี่ปุ่น หรือประเทศต่างๆครับ เพราะเราสึกกร่อนไปจึงทำให้ ประเทศเขมรถือโอกาสแทงหลังไทยทำเรื่องไปฟ้องประเทศใหญ่ๆว่าโดนไทยกลั้นแกล้ง รุกล้ำ แต่เรื่องความดีประเทศไทยที่ช่วยเหลือไม่เคยนำไปบอกเลย เมื่อผ่านเหตุการณ์เมษายนมา ที่คนไทยเรามาฆ่ากันเอง รู้ไหมครับว่าใคร ยิ้มเหยาะเย้ยเราก็เขมรนี้ครับที่อยู่ในไทยเราด้วย เพราะเค้าไม่ใช่คนไทย เป็นเพียงผู้อยู่อพยพเข้ามาอาศัยทำงาน หรือในประเทศของเค้า เราอายเค้าไหมครับ ผมอายซิครับ ที่คนไทยมาฆ่ากันเอง มันไม่ดีหรอกครับ เราเป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อยู่ประเทศไทย เราก็ต้องรักกันไว้ครับ ใครที่ไม่ใช่คนไทยแต่อาศัยบนแผ่นดินไทยไม่รักประเทศไทยก็ต้องปล่อยเค้าไปหรือต้องผลักดันกลับประเทศไปเพราะถือว่าเดียวมาสร้างปัญหาให้กับเรา เราต้องเลี้ยงคนของเราไม่อิ่มก่อน แล้วค่อยไปเลี้ยงคนต่างประเทศครับ เราต้องเลี้ยงคนของเรา คือคนไทยของเราก่อน ให้อิ่ม ให้สุขกายสบายใจ เราคงไม่มีปัญญาเลี้ยงคนต่างชาติที่ด้อยพัฒนาที่อพยพเข้ามาไทยได้ทั้งหมด ที่ทำได้คือให้ทำงานอย่างถูกกฏหมาย และทำตามกฏหมาย แม้จะเกิดบนแผ่นดินไทยก็ตามเค้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกรักประเทศเพราะการปลูกฝังความคิดจาก พ่อ แม่ เค้าว่าเราเป็นคนประเทศนั้นประเทศนี้นะเท่านั้นเช่นประเทศเขมรเป็นต้น ผมเห็นด้วยที่กระทรวงต่างประเทศทำหนังสือชี้แจงต่อ UN หรือ UNESCO ด้วยยิ่งดี และทำหนังสือฟ้องด้วยยิ่งดีว่าเขมรมีแต่โกหกพกลม ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จทั้งนั้น

การปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูปประเทศต้องใช้บูรณภาพ คือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ความคิด จิตใจ ที่ต้องให้คนไทยทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศร่วมกัน สิ่งที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผิดพลาดไป อย่างเช่น
1. ขาดการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การปฏิรูปร่วมกัน ในส่วนจังหวัดต่างๆ ด้านแผ่นป้าย การเชิญร่วมรณรงค์ปฏิรูปประเทศร่วมกัน เพราะประชาชนสึกว่าไม่มีส่วนร่วมเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคน 20 คนเท่านั้น
2. ขาดการมีส่วนร่วม คือร่วมคิดปัญหา ของประชาชนของแต่ละัจังหวัดในการคิดร่วมปฏิรูปในภาคจังหวัด คือ การสัมมนาปัญหาของประชาชนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีประชาชนทุกอาชีพร่วมถกปัญหาแล้วนำปัญหาของแต่ละจังหวัดที่ได้คัดแล้ว มาสู่คณะกรรมการแล้วมาทำการศึกษาและนำไปสู่การแก้ไข จากปัญหาใหญ่ๆ ไปสู่ปัญหาน้อยๆ
3.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศขาดการลงหาข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อนำมาคิดในสิ่งที่ควรนำมาแก้ไขในแต่ละจังหวัด คือต้องลงไปคลุกคลีกับประชาชนอย่างแท้จริงสัก 3 เดือน เพื่อหาปัญหา หรือไมก็ต้องทำตามข้อ 4 คือ
4.คณะกรรมการปฏิรูปไม่เคยเจอทุกข์ของชาวบ้านที่แท้จริง เพราะมีแต่ความสุขของตนเองและในผลประโยชน์ตนเองที่พึ่งจะหาได้ จึงขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ในการแก้ปัญหา มีอยู่ทางเดียวจริงๆ คือ นายกรัฐมนตรีต้องเข้าขอพระราชทานเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอคำปรึกษาปัญหาของชาติของพสกนิกรของท่าน เพราะตลอดชีวิตของพระองค์ พระองค์ลงพื้นที่จริงมาตลอดทั้งชีวิตได้เห็นปัญหาแล้วนำมาสู่การแก้ไขให้พกนิกรของท่านให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5.นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องทุ่มงบประมาณเพื่อจัดทำตาม ข้อ 1 และ 2

และสุดท้ายคณะรัฐมนตรีต้องยกเลิกรถเมล์เจ้าปัญหาไป เพราะเราต้องจ้างคนไทยให้มีงานทำไม่ใช่ให้ตกงาน ไม่จ้างงานคนไทยด้วยกันแล้วจะไปจ้างใครที่ไหนละครับ เพราะเห็นมีแต่นโยบา่ยว่าจะทำให้ประชาชนมีงานทำ เพิ่มงาน เพิ่มอาชีพ อยู่ดีมีสุข แต่จะมายกเลิกจ้างคนไทยด้วยกันมันอย่างไรอยู่ ซึ่งผมเห็นแต่มีนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ว่า จ้างงาน เพิ่มรายได้ แต่จะมาทำตรงกันข้ามตามที่วางนโบายไว้มันอย่างไรอยู่ มันไม่ดีแน่นอนครับ เราต้องให้คนไทยเรามีงานทำก่อน มีความอิ่มท้อง อิ่มกาย อิ่มใจ นั้นแหละครับปฏิรูปประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเรามัวแต่หาผลประโยชน์กันจึงเป็นช่องเบอเริ่มให้ต่างประเทศเช่นประเทศเขมรถือโอกาสแทงข้างหลังไทย ขี้ฟ้องเรื่องเท็จๆ แบบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ต่อประเทศใหญ่ๆเพื่อทำร้ายประเทศไทย และคนไทยเรา ผมคนหนึ่งละครับที่ยอมไม่ได้.

19 กรกฎาคม 2553

โรงพยาบาลธรรมชาติ

ผมได้รับ Forward มาฉบับหนึ่งจากเพื่อนสมาชิก G MAIL เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อท่านๆทั้งหลายที่ได้กรุณามาเปิดอ่าน WEBSITE ของผม และอาจจะมีปัญหาสุขภาพร่างกาย ก็ต้องอ่านอันนี้เลย ดีมากๆครับ สามารถทำตามได้เลย และง่ายด้วย โดยการรักษาตัวเราเองจากพืช ผัก ผลไม้ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือในท้องตลาด ไม่ต้องไปเสียเงินมากมายด้วยครับ ผมเห็นว่าเป็นสาระประโยชน์อย่างมากเลยขอมานำเสนอท่านทั้งหลายครับ และสุดท้าย ขอฝากว่ามีน้ำใจให้กับเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนด้วยนะครับ ทั้ง คนข้ามถนน และรถต่างที่วิ่งบนท้องถนน เพราะจะเป็นอันตรายต่อตนเอง และคนอื่นครับ เพราะช่วงตี 4-5 กว่าเป็นเวลายำรุ่งใกล้สว่าง มักมองไม่เห็นคนเดินข้ามถนนหรือคนรอข้ามถนน คือเมื่อเวลาเกือบ 6 โมงเช้า 19 ก.ค. 53 ผมไปถึงแถวบางกะปิ เพื่อไปแก้ตัวสอบใบขับขี่รถยนต์ครั้งที่2 ที่ ขนส่ง 4 กรุงเทพ (ผลสอบคือ สามารถสอบได้ใบขับรถยนต์ส่วนบุคคลครับ) เห็นผู้หญิงเลาะเลยบนถนน มีตำรวจและมูลนิธิกำลังเก็บศพเห็นแล้วรู้สึกสลดใจมาก เป็นการจากไปโดยไม่มีโอกาสได้กล่าวลาครอบครัว เพราะเป็นอุบัติเหตุ เลยขอฝากเตือนทุกท่านเวลาขับรถให้ระวังมากๆครับ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองและคนอื่นนะครับ จริงๆแล้วใจผมอยากจะให้รัฐเปลี่ยนไฟตามทางถนนที่เป็นเขตชุมชน หรือตามแยกใหญ่ๆ ที่เป็นไฟสีเหลืองสลัวๆ คือไม่สว่างเลย ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นคนบนท้องถนนและรถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ นั้นแย่มากๆ ให้เปลี่ยนเป็นหลอดสีขาวซะ แสงสว่างจะมากพอทำให้ทัศนวิสัยในการขับรถได้สะดวกปลอดภัย ต่อเพื่อนร่วมทางบนถนน และคนรอข้ามถนน นี้เป็นเรื่องจริงๆนะ ถ้าแก้ตรงนี้ไม่ได้ แล้วจะปฏิรูปประเทศก็เป็นเพียงฝันลมๆแล้งๆ ครับ เพราะ เรื่องปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่า จะแก้กันเฉพาะกรรมการไม่ถึง 20 คน มันแก้ไม่ได้หรอกครับ คนแค่ 20 คนจะมาแก้ปัญหาเพื่อปฏิรูปประเทศที่ใหญ่โตมีประชากร 64 ล้านคน ปัญหาภาคใต้ยังไม่มีปัญญาแก้ไขกันเลย แค่ไม่กี่จังหวัดภาคใต้ แล้วจะมาปฏิรูปประเทศ เพ้อฝันครับ แต่ก็ยังดีที่ท่านนายก หรือรัฐบาลมีแนวคิดแบบนี้ ไหนๆจะทำแล้วควรจะทำให้เป็นระบบเหมือนสภา ส.ส. ไปเลย คือให้เป็นสภาประชาชนทุกภาคส่วนเข้าไปนำเสนอปัญหา จริงๆจังๆ แล้วนำปัญหานั้นมาปฏิรูปประเทศ ก็จะเป็นผลได้จริงๆจังได้สัก 50 % โอ้สุดยอดแล้ว แต่ผมว่าปฏิรูปใจของเราดีสุดครับ เราเป็นคนไทย เราก็อยากเห็นประเทศไทยเราเจริญรุ่งเรื่อง เราก็ต้องปฏิรูปตัวเราก่อน เราเองบอกว่าเป็นเมืองพุทธแต่ฆ่ากันตายได้ทุกวัน บ่อนการพนันมีแทบทุกที่ทั่วไทย หวยเถื่อนใต้ดิน ยาเสพติด มีให้ทั่วไปหมด แล้วการอบรมส่งเสริมคุณธรรมกัน ก็ไม่เคยได้ผล หมดงบกันไปเยอะเกี่ยวกับการอบรมส่งเสริมคุณธรรมกัน แต่ใจไม่ใช่พุทธกันเลยเฉพาะคนเลวเท่านั้นนะครับ ปฏิรูปใจนั้นดีที่สุดครับ ผมเชื่อว่าเห็นผลแน่นอน 100% มารู้จักรักษาสุภาพที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บกันดีกว่าครับ มีสาระประโยชน์ต่อท่านๆแน่นอนครับ เอาไปปฏิบัติดูนะครับ

หัว
จดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหม

๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่น แปรงลิ้นและกินกระเทียม, หอม, พริกให้มากเข้าไว้

๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)

๕. แพ้ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวาน จัดมากิน

๖. โรค หืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่, หอมแดง, ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

๗. นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย

๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อ มันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำ กระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก)

๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ

๑๑.ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น

๑๒.โรคกระเพาะ อาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก

๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย

๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกิน เต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่ว ลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้

๑๕.หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า

๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก ( แมงกานีส)

๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

๑๘.มะเร็งเต้า นม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด

๑๙.มะเร็งปอด ทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

๒๐.ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไป ช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่ม เองวันละถ้วย

๒๒.ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและ ผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

๒๓.เบาหวนถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียว จัดอย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะ มีน้ำตาลอยู่น้อยมาก

ขอให้ทุกท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และโชคดีในการงาน ชีวิต พบคนจริงใจ และร่ำรวยเงินทอง ที่ประกอบสัมมาอาชีพสุจริต มีตำแหน่งใหญ่ๆ มีความรักที่งดงาม มีผู้ใหญ่รักและสนับสนุน ที่ชอบด้วยธรรม รวมกับผมด้วยนะครับ และสุดท้ายครับ เกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย เราก็เป็นคนไทย เราก็ต้องรักประเทศไทยเราให้เยอะๆนะะครับ รักคนไทยเราให้เยอะๆด้วยนะครับ ประเทศไทยเราจะได้เจริญรุ่งเรือง จะได้ไม่อายประเทศอื่นๆเค้า .

21 มิถุนายน 2553

รักกันให้ถูกทาง ด้วยหลักทิศ 6

ปิยานัง อทสฺสนัง ทุกขัง การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักก็เป็นทุกข์

เกริ่นนำด้วยพุทธศาสนสุภาษิตที่น่าเศร้าใจ เป็นการวิจัยชีวิตของพระพุทธเจ้าที่ทรงค้นพบสัจจะธรรมข้อนี้ สามีและภรรยา พ่อ แม่ ลูก หรือญาติ เมื่อเช้ายังเห็นกันเนื่องๆ แต่ตกบ่ายจากกันเสียแล้วยังไม่ทันได้สั่งเสียสั่งลากัน หรือมีโอกาสได้สั่งเสียกัน ของที่เป็นที่รักก็มาจากให้ทุกข์ใจนักหนาเพราะเป็นบ่วงคลองคอกัน ผิวพรรณที่เคยอวบอัด ก็มาเหี่ยวย่นลง ผมที่เคยดกดำ กับหลุดหายไป สายตาที่เคยมองชัดกับพร่ามั่ว ดังนี้เป็นต้น เพราะมีเวลาเป็นตัวกำหนด หรือกรรม ที่แปลว่าการกระทำ ถ้าคิดให้ดีๆ คนเรามาพบกันก็เเพราะแรงกรรมในกุศล จึงได้เกิดมาพบกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้จักกันหมดทุกคน เราจะสนิทกับคนที่รู้จักเท่านั้น จริงนะ จริง เพราะความดีความชั่วมันต่างกัน จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจะเลือกคบคน ฉะนั้นเกิดมาแล้วจะมุ่งแสวงหาอะไรจนเกินไปเล่า เอาแต่พอดี ตามความสามารถ และสร้างกุศลไว้บ้าง เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้สักอย่างมีแต่ความดีที่ตายไปกับเราเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่าความรักไม่ดี แต่พระพุทธเจ้ากับสอนให้รักโดยใช้สติ รักอย่างให้เหตุผล ให้ความรักที่ถูกต้องดีงาม รักแล้วมีแต่สุข ทุกข์สิ้นไปด้วยซ้ำ เห็นจะมีอยู่ในหลักธรรมของพระพพุทธศาสนา คือเรื่องทิศทั้ง 6 เป็นความรักที่มอบให้กันที่ดีสุดในโลก นอกจากสูตรอื่นแล้วไม่เห็นจะมีสูตรไหนที่ดีไปกว่า พระสูตรเรื่อง ทิศทั้ง 6 ได้ไปกว่านี้

ทิศทั้ง 6 มีดังนี้
1. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่บิดามาดา
2. ทิศเบื้องขวาได้แก่ ครู อาจารย์
3. ทิศเบื้องหลังได้แก่ สามีภรรยา
4. ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
5. ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณะพราหมณ์
6. ทิศเบื้องล่างได้แก่ นายจ้างกับลูกจ้าง

แนะนำท่านอ่านเพิ่มเติมได้ http://www.learntripitaka.com/scruple/thit6.htm แล้วท่านจะเข้าใจหลักทิศ 6 ได้มากขึ้น

นับได้ว่าเป็นความรักความผูกมิตรที่ดีต่อกัน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มอบให้กับศานสนิกชนโลกเลยก็ว่าได้ โดยให้ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักความเข้าใจที่ดีต่อกัน เป็นความรักที่มอบให้กันอย่างเป็นระบบระเบียบที่เจริญใจในศีลธรรม เช่น ความรักของสามีภรรยา ความรักของพ่อ แม่ ที่มีต่อลูก ความรักของลูกที่มีต่อพ่อ แม่ ความรักของอาจารย์ที่มีต่อศิษย์ และศิษย์ต่ออาจารย์ ความรักต่อเพื่อน ดงนี้เป็นต้น เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านเพียงแค่บอกว่า เมื่อเราจากสิ่งเป็นที่รักไปเสียแล้วมันเป็นทุกข์ ก็ทุกข์จริง วิธีแก้ทุกข์คือรู้เท่าทันตามความเป็นจริงนั้นเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมอบความรู้ให้เราได้คิด ได้เดินตามและให้คลายทุกข์ เพราะอะไรท่านทรงเห็นว่ามนุษย์เรารักสุขเกลียดทุกข์กันแทบทั้งสิน พระพุทธใช้จึงพระปัญญาหาความรู้จึงได้ความรู้ที่ใช้เป็นแนวทางการดับทุกข์ หรือใช้หลักอริยสัจจ์ 4 แก้ไขทุกข์ พระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องเป็นพระอรหันต์หรือนิพพานกันหมดนะ หรือเป็นได้ก็แค่อรหันตมุด คือไม่ถึงพระอรหันได้แต่เฉียดไปเฉียดมา ก็ใกล้แต่ไม่ถึง แต่ยังดีนะ พระพุทธเจ้าจึงมีหลักความรู้ในการปฏิบัติให้แก่มวลมนุษย์โลกเพื่อสร้างปัญญาให้ได้คิดและปฏิบัติ ว่าอยู่และดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีสุขและรักกันและเกิดความร่มเย็นในชุมชน สังคม ประเทศชาติและทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะเป็นการวิจัยของพระพุทธเจ้าท่านแล้ว 500 ชาตินะ กว่าที่พระพุทธเจ้าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วถึงพระนิพพาน ฉะนั้นใครบอกชาตินี้ชาติเดียวจะสำเร็จแล้วไม่เกิดอีกคงเชื่อได้ยาก และก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงออกผนวชก็ทรงมีพระมเหสีและมีพระโอรส แต่พระองค์ก็ทรงดำเนินการตามแนวทางที่จะทรงช่วยมนุษย์โลกนี้ได้มากกว่าต่อไปภายหน้าด้วยการสร้างปัญญา พระองค์ก็ทรงละเสียความสุขส่วนพระองค์ แล้วทรงศึกษาเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ชาติอีกต่อไปข้างหน้าด้วยความรู้ที่เราเรียกว่าธรรม จะได้เข้าใจเข้าถึงความจริงของปัญญาเพื่อเป็นเครื่องสั่งสอนเตือนใจ เตือนสติ ให้ได้นำเดินชีวิตที่ดีที่งามและถูกต้อง นี้เป็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อชาวมวลมนุษย์โลกเลยที่เดียว นับได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริงเลยที่เดียว นับเป็นบุญของชาติไทย ที่ทรงมีพระมหากษัตริย์ที่พระปรีชาชาญและเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทรงรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามา นับตั้งแต่สมัยกรุง
สุโขทัยมีความสัมพันธ์กับลังกาทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ โดยรับมาจากนครศรีธรรมราชอีกที นอกจากนี้ สุโขทัยก็ยังมีความสัมพันธ์กับลังกาโดยตรง ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ได้มีพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงได้เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกาอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกรุงสุโขทัยโมเดล ด้านพระพุทธศาสนา หรือนครศรีธรรมราชโมเดล ด้านพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงได้ส่งพระสงฆ์จากกรุงสุโขทัย ไปเผยแผ่ธรรมยังเมืองหลวงต่างๆทั่วประเทศไทยเลยที่เดียว หลักฐานที่ปรากฏที่อย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธรูปสุโขทัย ที่ถูกอัญเชิญจากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานยังวัดวาอาราม พระอารามหลวง หรือวัดราษร ต่างๆในกรุงเทพฯ นี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปจากกรุงสุโขทัยที่ถูกอัญเชิญมา สัญนิฐานว่าสร้างสมัยพ่อขุนราม เพราะที่องค์พระยังปรากฏเป็นลายลักอักษรอีกด้วยนั้นคือ "ข้อความหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช บรรทัดที่ 23-27 ความว่า กลางเมืองสุโขทัย มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันราม มีพระพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม" เอ้าละครับกลับมาว่าต่อ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าความรักไม่ดี และไม่เคยปฏิเสธความรัก แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั่งสอนว่า รักอย่างไรถึงจะมีสุข เมื่อมีทุกข์จะแก้อย่างไร โดยใช้ปัญญารู้เท่าทันทุกข์นั้นเอง ดั่งเช่นมีแนวปฏิบัติให้รักกัน ตามหลักทิศ 6 นั้นเอง ซึ้งเป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ที่อยากเห็นคนมีความรักมีความสุข ทุกข์สิ้นไปอย่างแท้จริง ผมจึงได้เขียนไว้ว่า ไม่ให้ทุกข์คนอื่น คนนั้นชื่อว่าพรหม ผมไม่ได้คิดเอง แต่จากการศึกษาพระพุทธศาสนาบวชพระแล้วศึกษามา 12 ปีกว่าๆ จึงเห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้นเอง ท่านต้องการให้คนเรามีสุข มีความรักที่งดงามต่อกัน และการแก้ไขความทุกข์ด้วยความรู้หรือธรรม คือไม่อยากให้สร้างทุกข์ให้แก่กันนั้นเอง นี้คือเจตนารมณ์อย่างแท้จริงของพระพุทธเจ้า ผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง และถ้าปฏิบัตินอกเหนือหลักทิศ 6 ไปแล้วก็เป็นทุกข์ สังคมวุ่นวายจริงๆิ และผมก็เชื่อในใจว่าคนไทยเรายังมีน้ำใจและมีเมตตาต่อกัน จะให้มองโลกในแง่บวกไปทั้งหมดคงทำไม่ได้ ต้องรู้เท่าทันตามความเป็นจริง นั้นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน กฏหมายยังไม่มองโลกในแง่บวกเลย ยังต้องมีกฏหมายไว้กำรา่บพวกคนไม่ดีใช่ไหมครับ.

30 พฤษภาคม 2553

ทัวร์บุญวันวิสาขบูชา 27-29 เชียงใหม่



เช้าวันที่ 27 พ.ค. 53 ผมกับอาแปะน่ำ โดยอาแปะน่ำได้ชวนผมไปเชียงใหม่ เพื่อไปทำบุญในวันวิสาขบูชา เราออกเดินทางจากบ้านมาดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องนก บินไปเชียงใหม่ เครื่องออกเวลา 9:30 น. ใช้เวลาบินหนึ่งชัวโมง ก็ถึงเชียงใหม่ พวกเรามาถึงเชียงใหม่มีพี่สาว อัมภา ที่น่ารักมารับที่สนามบินเชียงใหม่เพื่อเข้าที่พัก โดยที่พรรคพวกอาแปะน่ำจะตามมาที่หลังอีก เช่น อาแปะ เอี่ยม งามดำรงค์ กรรมการบริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ CP. และอาซ้อจะตามมาอีก และเพื่อนๆของอาแปะอีกจำนวนหนึ่ง เช่น คุณประภาส ชัยวัฒนายน ผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงานและนายกสโมสรโรตารีสวนหลวง จะตามมาอีกเป็นต้น ผมกับอาแปะมาถึงบ้านพักของ อาแปะเอี่ยม เข้าที่พัก ก็มีน้องหญิง ทำผัดซีอิ๋วให้กิน อร่อย ทานกัน3 คน เพื่อรอพรรคพวกอาแปะน่ำ ตอนเย็นแล้วจึงตามมาครบกันทุกท่าน งานจึงเริ่มกันตอนแรก 1 ทุ่มกว่าที่ร้านภัตตาคาร ในเชียงใหม่ แล้วกับเข้าพักผ่อนกันที่บ้าน


วันที่ 28 พ.ค. 53 เช้าวันแรกของการออกเดินทางทำบุญ ผมและอาซ้ออาแปะอาเฮียทั้งหลายรับประทานข้าวต้มกันที่บ้านก่อนออกเดินทางไปทำบุญในเช้าวันแรก รับปประทานอาหารเช้าเสร็จจึงเริ่มออกเดินทางด้วยรถตู้ ไปสถานที่ปฏิบัติธรรม ผมได้นำนั่งสมาธิและสวดมนต์สั้นๆ พอเสร็จแล้วจึงเดินทางกันต่อไป การเดินทางแต่ที่ไกลพอสมควร แต่สนุกได้บรรยากาศ แล้วเดินทางไปยังวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ทำบุญขอพร แล้วจึงเดินทางกลับรับประทานอหาร กลางวัน และค่ำ

วันที่ 29 พ.ค. 53 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ผมและอาแปะน่ำ และอาซ้อและอาแปะเอี่ยมทุกคนได้ไปทำบุญสร้างสัพประโทน (เหมือนกับร่ม)ให้กับพระสิวะลีที่ อาแปะเอี่ยม งามดำรงค์ และอาซ้อได้สร้างไว้ก่อนแล้ว จึงได้ร่วมกันสร้างสัพประโทนให้แก่วัดอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากร่วมทำบุญแล้ว กราบเจ้าอาวาส พวกเราเดินทางไปโครงการหลวงห้วยฮ่องไคร้ ไปชมการเลี้ยงกบ หลังจากนั้นก็แวะรับประทานอาหารกลางวันเป็นอาหารเหนือแต้ๆเจ้า รำ ร่ำ แล้วหลังจากนั้นอาซ้อได้นำพวกเราไปขึ้นดอยอำเภอแม่ออน ไปสูดบรรยากาศที่บริสุทธิ์บนดอยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยนะ เป็นที่สุดท้าย ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าบ้านที่เปอร์เฟกโฮม เพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่องหกลับกรุงเทพฯ เครื่องบินออก 18:40 แล้วถึงกรุงเทพฯ 19:40 พร้อมกับอาแปะน่ำ อาแปะน่ำมาส่งผมที่หมอชิต 2 แล้วผมก็ต้องเดินทางมาขอนแก่นเพื่อจะบันทึกภาพวีดีโอของรายวิชา สปช.3 ที่ได้นัดหมายเพื่อนนักศึกษาไว้ โดยรถทัวร์ปรับอากาศมาถึงขอนแก่นตอนเช้าครับผม งานนี้ผมขอขอบคุณ อาแปะน่ำ บุญลือ นิลชาติ และอาแปะเอี่ยม งามดำรงค์ กรรมการบริหาร CP และอาซ้อ และคุณประภาส ชัยวัฒนายน ผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน กรุงเทพฯ และทุกๆท่านที่เอื้อเฟื้อในครั้งนี้ ขอบคุณครับ

11 พฤษภาคม 2553

สรุปโครงงานสัมมนา วิชาปัญหาการพัฒนาท้องถิ่น




สรุปโครงงานสัมมนาวิชาปัญหาการพัฒนาท้องถิ่น สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น รหัส 50 ภาคการศึกษา 3/2552 เทอมสุดท้าย
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร วันที่ 7-9 พ.ค. 2553 ณ ค่ายนวภพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

โดยพระรังสรรค์ พิมพ์ช่างทอง

วิชาปัญหาการพัฒนาท้องถิ่น เป็นอีกวิชาหนึ่ง ที่นักศึกษาจะต้องเข้าร่วมโครงการสัมมนา เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านทักษะของ จิตใจ สังคม อารมณ์ พุทธิจริต แล้วเป็นบัณฑิตที่มีทักษะการใช้ปัญญาในทางสร้างสรรค์ และพัฒนา ช่วยเหลือ เพื่อนมนุษย์และสังคม และรู้การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา หรือหลบทิ้งปัญหา แล้วกลบเกลื่อนปัญหา มันจะสะสมพอกพูนปัญหาแล้วจะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของเจ้าของปัญหาเองนั้นแหละ จึงมีคำว่า ปัญหามีไว้แก้ไข อุปสรรคต้องชน ฉะนั้นลักษณะบัณฑิตของมหาวิทยาลัยทุกแห่งมุ่งสร้างให้นักศึกษาเป็นคนดี มีศีลธรรม เพื่อเป็นที่พึงของสังคม สังคมรอคำตอบจากการเป็นบัณฑิต (ผู้รู้) ในทางดีงาม คือ การสร้างสรรค์สังคม ชุมชน ที่ต้องพิสูจน์กันในอนาคตของแต่ละท่านสืบต่อไป ในการสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการรวมศูนย์จากทั่วประเทศเลยทีเดียว มีเหนือ ใต้ อีสาน ในการทำกิจกรรมรวมกัน พระอาจารย์สามารถดึงรากแก้วของงานสัมมนาออกมาได้ดังนี้

การเตรียมความพร้อมในด้านทักษะ

ตัวที่ 1. จิตใจ (Mind) ความรู้สึกนึกคิด ความมีสติ หรือมีสุขภาพจิตที่ดี อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข หรือบางครั้งมีความขัดแย้งและมีอารมณ์โกรธ มีปัญหาชีวิต แต่ก็สามารถปรับอารมณ์และเผชิญปัญหาต่างๆได้ โดยไม่เสียดุลทางจิต

ตัวที่ 2. สังคม (Social) เป็นการอยู่รวมกันของสิ่งมีชีวิตในพื้นโลกใบนี้ที่มี วัฒนธรรม ประเพณี ที่หลากหลายร่วมกันได้

ตัวที่ 3. อารมณ์ ( Emotion) สิ่งหน่วงเหนี่ยวจิต หรือความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจแปรปวน ในแต่ละช่วงเวลา เช่น อารมณ์ดี อารมณ์เย็น ไม่มีอารมณ์ สามารถปรับอารมณ์ของตนเองในการอยู่ร่วมสังคมได้ดี ในทางพระพุทธศาสนา อารมณ์หมายถึง สิ่งที่จิตไปเกาะเกี่ยวอยู่แล้วยึดจิตไว้ มี 6 อย่าง เช่น รูปเสียง กลิ่น รส เป็นต้น

ตัวสุดท้ายที่พระอาจารย์เน้นมากๆ เพราะสำคัญมาก นั้นคือ
ตัวที่ 4. พุทธิจริต ( One of intelligent temperament) คือหนักไปในทางใช้ความคิดพิจารณา ใคร่ครวญ สอบสวนมาก ผู้มีพุทธิจริตมักชอบอิสระ เสนอความคิดไปในทางสร้างสรรค์ มีความละเอียดรอบครอบ ในการใช้ชีวิต และการงาน เหมาะกับ นักการศึกษา นักวิชาการ ครูอาจารย์ แพทย์ ตำรวจ ทหาร นักปกครอง เป็นต้น


สรุป จากการได้เข้าร่วมสัมมนาวิชาปัญหาการพัฒนาท้องถิ่น จะแก้ไขสิ่งใดต้องแก้ใขที่ตัวเราเองก่อน เมื่อแก้ที่ตัวเราเองแล้วปัญหาก็หมด เพราะทุกคนไม่สร้างปัญหานั้นเอง ถึงมีก็แค่เรื่องจิ๊บๆ แก้ไขได้สะดวกโยธิน ผมชื่อยินดีไม่มีปัญหา กันทุกคน ส่วนตัวหลวงพี่เองกลิ่นไอของความเป็นนักศึกษาที่ศึกษามาตลอดในขณะดำรงสมณะเพศ กำลังจะหมดไปแล้ว เพราะกำลังจะจบการศึกษาในไม่กี่วันข้างหน้านี้เอง จากการเป็นพระนักศึกษามา 12 ปีกว่า ได้ประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายที่ดีๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ แล้วจะเข้าสู่กลิ่นไอใหม่ๆ คือ การเป็นครูอาจารย์ โดยการนำความรู้ ความสามารถที่มี ไปใช้สอน ค้นคว้าวิจัย ให้กับเยาวชนของชาติให้รักดี เป็นคนดีของชาติ สืบต่อไป.

05 พฤษภาคม 2553

กรุงสุโขทัยกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอดีต

ความเชื่อเรื่องก่อนกำเนิดรัฐสุโขทัย แต่เดิมมีความเชื่อว่ากลุ่มคนจำนวนมากอพยพหนีการรุกรานจากจีน ผ่านมาทางเชียงแสน เชียงราย ลุ่มแม่น้ำปิง แต่หลายท่านๆผ่านความรู้ใหม่บอกว่าคนไทยมาจากทางเหนือของอินเดีย และตั้งเมืองที่ลุ่มแม่น้ำยมตอนล่าง คติดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมประวัติศาสตร์ชาตินิยม และสร้างภาพของสุโขทัยออกมาในฐานะราชธานีอันยิ่งใหญ่ที่มีเขตแดนจากพงสาลี จรดปลายแหลมมลายู มีแสนยานุภาพเกรียงไกรด้วยกองทัพปลดแอกจากมหาอำนาจขอม มีรูปแบบการปกครองแบบครอบครัวเชิงอุปถัมภ์ที่เรียกกันว่าพ่อปกครองลูก อีกทั้งมีเศรษฐกิจที่รุดหน้ากว่าชาติตะวันตกในรูปแบบการค้าเสรี มีการใช้ภาษาเชิงอารยะคือมีอักษรใช้เป็นของชาติตนเอง แต่ในเวลาต่อมาแนวคิดนี้เริ่มมีข้อบกพร่อง อีกทั้งเริ่มมีหลักฐานอื่นขึ้นมาขัดแย้งเรื่อยๆ นอกจากนี้แนวความคิดนี้ยังก่อให้เกิดปัญหามโนคติตามมา ปัจจุบันมีการสันนิษฐานว่า ในบริเวณสุโขทัยน่าจะมีชุมชนอยู่ก่อนแล้ว ทั้งจากกลุ่มชนที่สูงพวกลัวะ หรือกลุ่มพื้นราบจากอารยธรรมทวารวดี นอกจากนี้ยังมีการค้นพบแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ที่บ้านวังหาด อำเภอบ้านด่านลานหอย โดยเฉพาะแร่เหล็ก ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งถิ่นฐานเพื่อทำอุตสาหกรรมถลุงแร่เหล็ก และการผลิตเครื่องมือเหล็กต่างๆในราวยุคเหล็กตอนปลายต่อเนื่องสมัยทวารวดี โดยพบหลักฐานเป็นโลหะห้อยคอรูปหน้าลิง นอกจากนี้ยังพบร่องรอยชุมชนริมแม่น้ำลำพัน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงวังตะคร้อ ซึ่งมีการพบหลักฐานจำพวกลูกปัด และบริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของถ้ำเจ้าราม หรือถ้ำพระราม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกเอ่ยถึงในศิลาจารึกหลักที่ 1 แต่ชุมชนเหล่านี้ ก็มิได้ขยายตัวเป็นเมืองใหญ่จวบจนกระทั่งสมัยอาณาจักรเท่านั้น สุโขทัย เป็นชุมทางการค้าที่สำคัญจุดหนึ่งที่ผู้คนจากทั่วสารทิศมาพบปะกันจริงๆ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ดังจะเห็นได้ว่าในตอนต้นของประวัติศาสตร์ มีการปรากฏตัวของ มะกะโท ซึ่งเป็นพ่อค้า และยังมีการเข้าตีเมืองตาก โดยขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในช่วงเวลาหนึ่งของสุโขทัย ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่า สุโขทัยเป็นสถานีการค้าของแคว้นละโว้ (ลวรัฐ) บนเส้นทางการค้าผ่านคาบสมุทรระหว่างอ่าวเมาะตะมะ กับเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (ประเทศลาว) คาดว่าเริ่มตั้งเป็นสถานีการค้าในราวพุทธศักราช 1700 ในรัชสมัยของพระยาธรรมิกราช กษัตริย์ละโว้โดยมีพ่อขุนศรีนาวนำถม เป็นผู้ปกครองและดูแลกิจการภายในเมืองสุโขทัย และศรีสัชนาลัย ต่อมาเมื่อพ่อขุนศรีนาวนำถมสวรรคต ขอมสบาดโขลญลำพง สันนิษฐานว่าเป็นผู้ตรวจราชการจากลวรัฐเข้าทำการยึดอำนาจการปกครองสุโขทัย แต่กระนั้นก็ไม่ใช่เหตุสงครามอย่างที่เข้าใจกัน เพราะขอมสบาดโขลญลำพงครองสุโขทัยเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถชี้ชัดระยะเวลาที่แท้จริงได้ก็ตาม

สถาปนา อาณาจักร

เมื่อต่อมาเกิดความขัดแย้งบางประการ ทั้งอาจจะเกิดจากขอมสบาดโขลญลำพงโดยตรงหรือไม่ก็ตาม แต่น่าจะกระทบกระเทือนต่อ ราชวงศ์นำถุม (ผาเมือง) และราชวงศ์พระร่วง จึงส่งผลให้พ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมือง ต้องร่วมมือกันชิงเอาสุโขทัยคืนจากขอมสบาดโขลญลำพง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ. 1781 จากนั้น พ่อขุนผาเมืองก็กลับยกเอาเมืองสุโขทัย พระแสงขรรค์ชัยศรี และพระนาม "ศรีอินทรบดินทราทิตย์" ซึ่งได้นำมาใช้เป็นพระนาม ภายหลังได้คลายเป็น ศรีอินทราทิตย์ ให้กับพ่อขุนบางกลางหาว และหายไปจากประวัติศาสตร์จากนั้นเป็นต้นมา ซึ่งมีการสันนิษฐานไปต่างๆนานา ทั้งการไปครองเมืองที่ใหญ่กว่า หรือกลับไปครองเมืองราดตามเดิมอย่างสงบ
แม้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ปกครองสุโขทัยแล้ว กิจการเมืองก็ยังไม่สงบเรียบร้อยดังปรากฏว่ามี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ยกทัพเข้ามาตีเมืองตาก และท้ายที่สุดเกิดยุทธหัตถี ระหว่างขุนสามชน กับ รามราช พระโอรสองค์เล็กของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผลคือพระโอรสองค์เล็กได้รับชัยชนะ และได้รับการเฉลิมพระนามว่ารามคำแหง หลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สวรรคต พ่อขุนบานเมือง พระโอรสองค์โต และ พ่อขุนรามคำแหง พระโอรสองค์เล็ก ก็ได้ปกครองสุโขทัยต่อตามลำดับ โดยในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงได้ประกอบพระกรณียกิจไว้มากมาย ทั้งการขยายดินแดน ซึ่งเดิมเชื่อว่าทรงได้พื้นที่จากพงสาลี จรดแหลมมลายู แต่ปัจจุบันหลักฐานหลายชิ้นระบุอาณาเขตไว้ใต้สุดเพียงเมืองพระบาง นอกจากนี้ด้านศาสนายังมีการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์อีกด้วย

จักรวรรดิ มองโกล
กองทัพจักรวรรดิมองโกลแผ่แสนยานุภาพโดดเด่นที่สุด เป็นช่วงเดียวกับการตั้งกรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ. 1800 (ค.ศ. 1257) ซึ่งเป็นอาณาจักรของตนอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
หลักฐานสำคัญในพงศาวดารหงวนฉบับเก่า เล่มที่ 2 แปลเรื่องราวการติดต่อระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับราชวงศ์มองโกลได้สรุปไว้ว่า กุบไลข่านทรงปรึกษาขุนนางข้าราชการระดับสูงเกี่ยวกับการเตรียมทัพไปปราบปราม แคว้นต่างๆ ทางใต้ มีสุโขทัย ละโว้ สุมาตรา และอื่นๆ เป็นเมืองขึ้น ปรากฏว่าขุนนางชื่อ เจี่ย หลู่ น่าต๋าไม่เห็นด้วยและได้กราบบังคมทูลเสนอแนะให้ทรงชักชวนให้ผู้นำดินแดน ต่างๆ อ่อนน้อมยอมสนับสนุนก่อน หากไม่ยอมจึงยกกองทัพไปโจมตี นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่กุบไลข่านทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี และขอให้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักมองโกล เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่ออาณาจักรมองโกล ปรากฏว่ามีอาณาจักรในดินแดนต่างๆ กว่า 20 อาณาจักรยอมรับข้อเสนอ รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยด้วย (ช่วงระหว่างประมาณ พ.ศ. 1822 - 1825)
พงศาวดารหงวนฉบับเก่า เล่มที่ 12 เป็นหลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงคณะทูตชุดแรกจากอาณาจักรมองโกลในสมัยกุบไลข่าน เดินทางมายังอาณาจักรสุโขทัยในเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 1825 (ค.ศ. 1282) ทูตคณะนี้นำโดยเหอจี จี่ นายทหารระดับสูงเป็นหัวหน้าคณะ แต่ขณะนังเรือแล่นผ่านฝั่งทะเลอาณาจักรจามปา ได้ถูกจับกุมและถูกประหารชีวิต ผลจากคณะทูตนี้ถูกประหารชีวิตก่อนจะเดินทางไปยังอาณาจักรสุโขทัยทำให้ อาณาจักรสุโขทัยไม่ทราบว่ามองโกลพยายามส่งทูตมาติดต่อ
พงศาวดารหงวนฉบับเก่า เล่มที่ 17 กล่าวถึงคณะทูตมองโกลชุดที่สองเดินทางมายังอาณาจักรสุโขทัยในปี พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) ภายหลังจากข้าหลวงใหญ่ฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อยของมณฑลกวางตุ้ง ได้ส่งคนอัญเชิญพระราชสาส์นอักษรทองคำของกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัยไปยัง นครหลวงข่านมาลิก (ต้าตู หรือปักกิ่งปัจจุบัน) คณะทูตมองโกลชุดที่สองได้อัญเชิญพระบรมราชโองการของกุบไลข่านให้พ่อขุนราม คำแหงเสร็จไปเฝ้า พระบรมราชโองการนี้แสดงให้เห็นนโยบายของอาณาจักรมองโกลเรียกร้องให้ผู้นำของ อาณาจักรต่างๆ ไปเฝ้ากุบไลข่าน แต่มิได้บังคับให้เป็นไปตามนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าพ่อขุนรามคำแหงก็มิได้ปฏิบัติตามแต่ประการใด
พงศาวดารหงวนฉบับเก่า เล่มที่ 18 กุบไลข่านได้ส่งคณะทูตชุดที่สามมาสุโขทัย โดยได้อัญเชิญพระบรมราชโองการให้พ่อขุนรามคำแหงเสด็จไปเฝ้า หากมีเหตุขัดข้องให้ส่งโอรสหรือพระอนุชาและอำมาตย์ผู้ใหญ่เป็นตัวประกัน ซึ่งปรากฏว่าพ่อขุนรามคำแหงก็มิได้ปฏิบัติตาม แต่ส่งคณะทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปแทน

ลังกา
สุโขทัยมีความสัมพันธ์กับลังกาทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ โดยรับมาจากนครศรีธรรมราชอีกที นอกจากนี้ สุโขทัยก็ยังมีความสัมพันธ์กับลังกาโดยตรง ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ได้มีพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงได้เดินทางไปศึกษาพระ ไตรปิฎกที่ลังกาอีกด้วย

เมืองมอญ
สุโขทัยมีความสัมพันธ์กับจีนในลักษณะการค้าในระบบบรรณาการ คือ สุโขทัยจะต้องส่งทูตพร้อมเครื่องบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีน เพื่อแสดงความอ่อนน้อมต่อจีน และเมื่อเดินทางกลับ จีนก็ได้จัดมอบสิ่งของให้คณะทูตนำกลับมายังสุโขทัยด้วย และทำให้ได้รับวีธีการทำเครื่องปั้นดินเผาจากช่างจีนด้วย


อ้างอิงและหมายเหตุ
http://www.sac.or.th/Subdetail/article/2549/January/article6.html
ศักราชอาจคลาดเคลื่อน เพราะพงศาวดารเหนือ ได้ระบุถึงพระนามผู้ปกครองที่สืบต่อมา จนถึงพ่อขุนศรีนาวนำถม อีกทั้งไม่ปรากฏพระนามพระยาพาลีราชตามหลักฐานอื่น ว่าเป็นผู้ปกครองอาณาจักรละโว้ในปีดังกล่าว
วัชรพงษ์ หนูชัย และวสุรัฐ ธรรมปัญญา. อาณาจักรสุโขทัย -- เชียงใหม่ : โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. (ออนไลน์)
ปรากฏพระนามในพงศาวดารเหนือ
ปรากฏพระนามในพงศาวดารเหนือ
ปรากฏพระนามในพงศาวดารเหนือ
ปรากฏพระนามในพงศาวดารเหนือ
ปรากฏพระนามและปีครองราชย์ ในพงศาวดารเหนือ
ปรากฏปีครองราชย์ในพงศาวดารเหนือ แต่ศักราชอาจจะคลาดเคลื่อน เพราะระบุว่า หลังสิ้นรัชกาลนี้แล้ว พ่อขุนศรีนาวนำถุมได้เป็นผู้ปกครองต่อ

17 เมษายน 2553

วัดคณิกาผล วัดที่สร้างจากแรงศรัทธาจากหญิงงามเมือง

อยากจะนำประวัติที่น้อยนักที่เด็ก เยาวชน หรือคนสมัยนี้จะทราบ มาเล่าใหม่ให้ได้ทราบเพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ วัดคณิกาผล เป็นวัดที่ได้รับโปรดเกล้าพระราชทานชื่อจากรัชกาลที่ 4 และมีเรื่องราวของเจ้าประคุณสมเด็จโต พฺรหฺมรังสี ได้เคยเทศน์ที่ัวัดนี้ไว้ด้วย

" นับตั้งแต่ที่เมืองไทยของเรา รับเอาศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้ามาเป็นประหนึ่งศาสนาประจำชาติของไทยนั้น มีวัดเป็นจำนวนมาก ที่สร้างจากพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ และ เชื้อพระวงศ์ รองลงมาก็มักจะเป็นวัดในอุปถัมภ์ของขุนนางผู้ใหญ่ชั้นสูง และ ท้ายที่สุดก็คือสร้างจากแรงศรัทธาของชาวบ้าน แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีวัดไทยบางวัดที่ผู้สร้างมีที่มาที่ออกจะขัดแย้งกันกับการนับถือพุทธ ศาสนาตามความเชื่อของชาวพุทธ และ หนึ่งในวัดที่เป็นข้อยกเว้นนั้นเห็นจะได้แก่ “วัดคณิกาผล” คำว่าคณิกานั้น เป็นคำโบราณที่เราใช้เรียกหญิงผู้ให้บริการทางเพศ และ เมื่อคำเรียกหญิงงามเมืองนี้กลายมาเป็นชื่อวัด ที่มาของการสร้างวัดจึงมีความน่าสนใจอยู่พอสมควร วัดคณิกาผลนี้ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ท้ายตลาดแห่งหนึ่งในเยาวราช ตั้งอยู่บนหัวมุม ถนนยมราชสุขุม และ อยู่ตรงข้ามกับโรงพักพลับพลาไชย วัดนี้เป็นวัดสายมหานิกาย ที่เดิมนั้นสร้างขึ้นจากกลุ่มหญิงบริการกลุ่มหนึ่งที่มีหัวหน้ากลุ่มที่ชื่อ “ยายแฟง” เป็นผู้รวบรวม และ ออกทุนให้สร้างวัดพุทธศาสนานิกายเถรวาทขึ้นที่บริเวณตรอกโคก (ปัจจุบันคือ ถนนพลับพลาไชย) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีศาลเจ้าจีน และ โรงเจตั้งขึ้นอยู่ก่อนแล้วมากมาย และ เมื่อสร้างวัดของหญิงงามเมืองนี้เสร็จ ชาวบ้านจึงเรียกกันง่ายๆ ตามชื่อตรอกว่า “วัดโคก” วัดนี้เปิดให้ชาวบ้าน และ สงฆ์ทำพิธีกรรมมานาน จนกระทั่งเข้าสู่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรดาลูกหลานของย่าแฟงจึงขอพระกรุณาโปรดเกล้าจากรัชกาลที่ 4 ให้พระราชทานนามของวัดโคกเสียใหม่ พระองค์จึงได้พระราชทานนามว่า “วัดคณิกาผล” ตามประวัติที่มาเดิมนั่นเอง ปัจจุบันนี้ หากใครได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาในบริเวณนี้ ก็จะสังเกตเห็นว่าทางเข้าหน้าวัดนั้น มีพระพุทธรูปสมเด็จพระอาจารย์โตแห่งวัดระฆังตั้งให้ผู้มีจิตรศรัทธาได้แวะ เข้ามากราบไหว้กัน และเมื่อเดินลึกเข้าไปข้างในก็จะเห็นรูปปั้นครึ่งตัวของยายแฟงตั้งอยู่โดยมี คำจารึกที่ว่า “วัดคณิกาผลนี้ สร้างขึ้นโดยคุณยายแฟง บรรพบุรุษของตระกูลเปาโลหิตในปีพุทธ ศักราช 2346

วัดคณิกาผล นี้ในมัยก่อน ชาวบ้านเรียกว่า วัดโคก และบ้างก็เรียก วัดใหม่ยายแฟง ดังข้อมูลที่ว่า"ใน สมัยเมื่อครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงได้ครองแผ่นดินสยามอยู่นั้น มีหญิงคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ยาย คุณท้าวแฟง หรือบางครั้งก็เรียกว่า ยายแฟง เฉย ๆ ยายคุณท้าวแฟงนี้มีอาชีพเก็บตลาดเอาผลกำไร รวมทั้งเป็น แม่เล้าเจ้าของซ่องนาง โลม ด้วย ยายแฟงนั้นแกรู้ว่า ในหลวงทรงโปรดการทำบุญสร้างวัดแกจึงได้ทำการสร้างวัด ด้วยเงินรายได้ของแกขึ้นมา เพื่อต้องการให้สดุดสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินกับเ ขาด้วยเหมือนกัน ที่ตรอกแฟง ในแหล่งธุรกิจของพระนครสมัยนั้น พวกชาวบ้านจึงเรียกกันว่า " วัดใหม่ยายแฟง " เมื่อสร้างเสร็จแล้ว แกก็ได้ทูลขอพระราชทานนามของวัดนั้น ทรงโปรดพระราชทานนามของวัดนั้นว่า " วัด คณิกาผล " อันแปลตรงตัวได้ว่า วัดที่เป็นผลได้มาจากหญิงโลมเมือง เพราะรายได้หลักของยายแฟงนั้นก็คือได้จากการเป็นแม่เ ล้า เจ้าโสเภณี ในการสมโภชน์วัด ยายแฟงได้ไปนิมนต์ สม เด็จพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี) ซึ่งสมัยนั้นสมเด็จฯ ท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ คงเป็นเพียงแค่ มหาโต พระมหาเปรียญธรรมดาเท่านั้นให้มาเทศน์ฉลอง โดยมีความปรารถนาจะให้ท่านได้สรรเสริญผลบุญของตนต่อ ห น้าชุมชน แต่ผลก็ไม่ได้เป็นดังใจของยายแฟง เพราะพระมหาโต ท่านกลับเทศน์บอกแก่เจ้าภาพว่า

ยายแฟง สร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลอานิสงส์บกพร่อง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่นที่ไม่ชอบด้วย ธรรมเนียม ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น นี่ว่าอย่าเกรงใจกันนะ

"โดยพระมหาโตท่านได้ยก นิทาน เรื่องตากะยาย ฝังเงินเฟื้องไว้ที่ศิลาหน้าบันไดขึ้นมาประกอบคำเทศน์ ของท่านด้วยเมื่อยายคุณท้าวแฟงได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ก็ให้รู้สึกขัดเคืองใจเป็นกำลัง มีอาการโกรธหน้าแดง จนแทบจะระเบิดวาจาออกมาต่อว่า บริภาษมหาโตอย่างรุนแรง แต่ก็ยังเกรงเป็นการหมิ่นประมาท แกจึงได้เพียงแต่ประเคนกัณฑ์เทศน์ด้วยอาการไม่พอใจ กระแทก ๆ ดังปึงปังใหญ่ แล้วหลังจากนั้นแกก็จึงได้ไปนิมนต์เสด็จทูลกระหม่อมพระ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ในสมัยเมื่อ ครั้งที่พระองค์ยังได้ทรงผนวชอยู่ เพื่อจะได้ให้ทรงเสด็จมาประทานธรรมต่อให้อีกสักกัณฑ ์หนึ่ง โดยหวังว่า แกคงจะได้รับคำชมจากพระองค์ท่าน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการแก้ลำพระมหาโตไปในคราวเดียวกัน ทูลกระหม่อมฯ ทรงรับนิมนต์ของยายแฟงแล้ว ได้ทรงประทานธรรม ในเรื่องจิตของบุคคลที่ประกอบการกุศลว่า ถ้าทำด้วยจิตที่ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวก็จะได้อานิสงส์มาก แต่ถ้าบุคคลใดทำงานการบุญด้วยจิตที่ขุ่นมัว ก็ย่อมจะทำให้เกิดได้ผลน้อย และสำหรับในเรื่องของการสร้างวัดนี้ ก็ดูเหมือนจะเนื่องด้วยเรื่องของจิตที่ขุ่นมัวทั้งนั้น ดังนั้นอานิสงส์ผลบุญจึงมีเพียงเท่านั้น ตามที่ท่านมหาโต ท่านยกเรื่องตากะยาย ไปอ้อนวอนเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่ มาประกอบนั้น เป็นเรื่องที่มีปรากฏในฎีกาพระอภิธรรมอยู่ เป็นฉากตัวอย่างที่ช่วยให้ท่านทำการตัดสินบุญของผู้สร้างวัดนี้ว่า ผลแห่งบุญนั้นจะอำนวยให้เกิดได้ไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย คงได้แค่เพียง 3 ใน 8 ส่วน เหมือนกับเงิน 5 บาท โค้งเว้าหายไปเสีย 5 เฟื้อง คงได้เพียง 3 เฟื้อง คือ เหลือเพียงสลึงเฟื้องเท่านั้น การที่ท่านตัดสินอย่างนี้ก็นับว่ายังดีนักเทียว ถ้าเป็นความเห็นของเรา (สมเด็จพระจอมเกล้าฯ) คงจะตัดสินให้ได้บุญเพียง 2 ไพเท่านั้น คือตัดสินตามเหตุที่ได้เห็น เพราะในการสร้างบุญนั้น วัดกันด้วยระดับของจิตใจ ผลที่เธอควรได้รับจึงควรมีเพียงเท่านี้ แล้วทูลกระหม่อมฯ ก็ลง เอวัง ไว้เท่านั้น เทศน์ 2 กัณฑ์ของ 2 ท่านนี้ นับเป็นเรื่องน่าคิด และในเรื่องนี้ผู้อ่านก็ควรจะคิดวินิจฉัยเองด้วยเหมื อนกัน ผู้เรียบเรียงคิดว่า ท่านทั้งสองต้องการให้ยายแฟงรู้จักการทำบุญด้วยการพิ จารณาลงไปถึงมูลเหตุต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ และให้รู้จักคำนึงถึงที่มาของสิ่งที่ได้มาใช้ในการทำบุญด้วยว่า เป็นมูลฐานสำคัญของบุญ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านคงทรงพระประสงค์ที่จะตอกย้ำความรู้สึกของยายคุณท้าวแฟง ให้รู้ตระหนักลงไปถึงในเรื่องกุศลจิต และอกุศลจิต มีอำนาจความสำคัญแตกต่างกันอย่างไร ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องการสร้างวัดของยายแฟงนี้คงจะแสดงให้พวกเราได้เ ห็นอะไรๆ เกี่ยวกับการทำบุญกุศลได้ชัดขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย อนึ่ง ในเรื่องนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่ทูลกระหม่อมพระ ท่านได้ตรัสว่า คุณท้าวแฟงควรจะได้บุญเพียง 2 ไพเท่านั้น ท่านผู้อ่านที่มีอายุน้อยนั้นอาจจะไม่ทราบมาตราเงินไ ทยในสมัยเก่า ดังนั้นจึงจะขอเรียนให้ทราบว่า 4 ไพนั้นมีค่าเท่ากับ 1 เฟื้อง และ 2 เฟื้องเป็น 1 สลึง ดังนั้น หนึ่งไพจึงมีค่าเพียงราว 1 สตางค์เท่านั้น พระองค์ทรงบอกว่าที่ทำบุญบาทหนึ่งนั้นได้ผลบุญจริงๆ เพียงแค่ 6 สตางค์ น้อยกว่าที่มหาโตท่านได้ตัดสินไว้เสียอีก คือ ใน 100 ส่วน เหลืออยู่เพียง 6 ส่วน เท่านั้นนั่นเอง และอีกประการหนึ่ง ควรทำความเข้าใจไว้ให้ชัดว่า คำว่า "จิตขุ่นมัว" ที่มีใช้อยู่ในเรื่องนี้นั้น ไม่ได้หมายถึงการขุ่นมัวด้วยความโกรธหรือการลุแก่โทสะเพียงอย่างเดียว ถ้า พิจารณากันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ท่านหมายถึงความขุ่นมัวด้วยความ โลภและ ความหลง ด้วย คือ พร้อมกันทั้ง 3 ประการ ยายแฟงโลภอยากได้หน้า และหลงไปว่า ในหลวงท่านจะโปรดปราน จึงได้สร้างวัดขึ้นมา ส่วนจิตใจของยายแฟงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แต่เท่าที่ประมาณพอได้ก็คือ แกเป็นแม่เล้าคุมซ่องนางโลม ดังนั้นจิตใจแกจึงน่าจะมีส่วนที่ผ่องใสในการกุศลอยู่ น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นอกุศลอันขุ่นมัว ซึ่งซ่อนลึกหลบอยู่ภายในใจของแก คนที่ทำบุญเอาหน้า ได้เงินทองมาโดยไม่บริสุทธิ์นั้น จึงอยู่ห่างไกลบุญมาก ทำให้ไม่สามารถไปสู้คนที่ทำบุญด้วยจิตที่บริสุทธิ์ และด้วยสิ่งของที่บริสุทธิ์สะอาดไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามผู้เรียบเรียงคิดว่า แม้ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย บุญนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ย่อมมีผลให้อุบัติเกิดเป็นความดีมาค้ำจุนผู้กระทำบุญ นั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว จะมากหรือน้อยก็มีแต่ดี เรื่องของ ยายแฟงนี้ได้เขียนเล่าเก็บเอาไว้เพื่อเตือน ใจผู้ที่อาจจะตีความคิดเอาเองว่า จะหากำไรด้วยการทำชั่วทำบาปให้มาก แล้วก็จะเอาสิ่งของจำนวนมากที่ได้จากบาปกรรมของตัวนั้นมาสร้างความดี จะได้มีความดีมากๆ ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะความดีที่เกิดนั้นย่อมมีผลน้อย ย่าคิดว่าทำชั่วไว้ มาก ๆ แล้ว ก็จึงค่อยหันกลับมาทำความดี แล้วก็จะทำให้ได้กำไร เกิดเป็นผลบุญขึ้นอีกมากมายได้ตามที่ใจตนเองคาดเดาเอาไว้เลยเป็นอันขาด เรื่องของคุณท้าวแฟง ที่สร้างวัดคณิกาผลนี่นั้นนับว่าเป็นอุทาหรณ์ ที่น่าสังวรอยู่ไม่น้อยเลย จริง ๆ ทีเดียว"

สรุป ได้ดังนี้

1. ผู้ที่สามารถมองเห็นความเป็นจริงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง มาจากการปรุงแต่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตก็ตาม พุทธองค์ ตรัสสรรเสริญว่าย่อม ได้บุญมากที่สุด

2. วัดคณิกาผล แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดโคก บ้าง วัดใหม่ยายแฟง บ้าง

3. เงินที่สร้างวัด/ทำบุญทำทาน หากเป็นเงินที่เกิดจาก น้ำพักน้ำ แรงของคนอื่น ที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม หรือเกิดจากการเบียดเบียนคนอื่น เช่น พวกค้ายาเสพย์ติด บ่อนการพนันต่างๆ และเงินที่เกิดจากการโกงมาด้วยวิธีการต่างๆ หรือเงินบาปต่างๆ ถ้าเปรียบอานิสงส์นี้ด้วยเงิน1 เหรียญบาท ก็จะได้ไม่เต็มบาท จะได้สักสลึงเฟื้องเท่านั้น หรือได้บุญเท่ากับขี้มดเท่านั้น

4. คำว่า "จิตขุ่นมัว" นั้นหมายถึง ในยามทำบุญ ทำทานหากทำด้วย ความ โลภ ความโกรธ และความหลง พร้อมกันทั้ง 3 ประการ หรือเพียงแค่ประการใดประการหนึ่งก็จะทำให้ได้ส่วนของบุญนั้นลดน้อยลงตาม ลำดับ ยกตัวอย่างเช่น การทำ บุญ ทำทาน เพราะอยากได้หน้า จิตใจจึงน่าจะมีส่วนที่ผ่องใสในการกุศลอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วน ที่เป็นอกุศลอันขุ่นมัว ซึ่ง ซ่อนลึกหลบอยู่ภายในใจ คนที่ทำบุญเอา หน้า ได้เงินทองมาโดยไม่บริสุทธิ์นั้น จึงอยู่ห่างไกลจากบุญอยู่มาก

5. อย่าคิดว่าทำชั่วไว้มาก ๆ แล้ว ก็จึงค่อยหันกลับมาทำความดี แล้วก็จะทำให้ได้กำไร เกิดเป็นผลบุญขึ้นอีกมากมายได้ตามที่ใจตนเองคาดเดาเอาไว้เลยเป็นอันขาด

6. หญิงคณิกาผลท่านอื่นๆน่าจะได้บุญมากกว่ายายแฝง เพราะทำบุญสร้างวัดด้วยจิตศรัทธาที่เป็นบุญจริง แม้จะเป็นเงินน้อยนิดก็ตาม เพราะเจ้าประคุณสมเด็จโต พฺรหฺมรังสี ได้กล่าวไว้ว่า เงินที่สร้างวัดเป็นน้ำพักนำ้แรงหญิงคณิกาผลคนอื่น จึงน่าจะได้ผลบุญไปเต็มๆ ยกเว้นยายแฝงที่ทำสร้างวัดเอาหน้า ที่ไม่ชอบด้วยธรรมเนียม และจิตขุ่นมัว

ผลบุญที่ได้ย่อมเกิดจากการบริจาคที่เป็นศรัทธาในบุญอย่างแท้จริงที่เกิดในสันดาน ไม่ใช่ทำบุญเอาหน้าปากบอกบุญ แต่ภายในใจไม่เชื่อเรื่องบุญ ทำไปก็ไร้ค่า ผลบุญไม่เกิด ถึงเกิดก็เพียงน้อยนิดเท่าขี้มด ดังที่เจ้าประคุณสมเด็จโต พฺรหฺมรังสีท่านได้เทศน์ไว้เป็นเบื้องต้นแล.

สูตรพวกคนชั่ว
1. ชอบเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง แต่ไม่ชอบให้ความยุติธรรมคนอื่น
2. ชอบเรียกร้องความเมตตาสงสารให้ตนเองเรียกร้องความดีต่างๆให้ตนเอง แต่ไม่ชอบให้ความเมตตาสงสารและความดีแก่คนอื่น
3. ชอบคิดแต่เรื่องอัปรีย์จัญไร ทำร้ายคนอื่นและ หลอกลวงต่างๆ แต่ชอบคิดแต่พูดเรื่องดีให้กับตนเอง
4. ชอบใช้เงินซื้อคนให้ทำตามตนเอง ประเภท ลิปซิงค์ หรืออื่นๆ

อ้างอิง
(1) บุญที่มนุษย์สามารถทําให้ได้ผลสูงสุด. เวปไซต์ลานธรรมจักร. 2003 September [cited 2008 October 26]. (10 screens). Available from: URL; http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7740&view=next&sid=4dac6528d5747f3fec96fb688864f48a

(2) BM.chaiwut (นามแฝง). อนุทินลำดับที่ 24621. เวปไซต์โกทูโนดอทคอม. [cited 2008 October
27]. (0 screens). Available from: http://gotoknow.org/journals/bmchaiwut/entries/24621

(3) สิริลักษณ์ จินตนะดิลกกุล. วัดคณิกาผล, ท่องเที่ยว > เที่ยวกรุงเทพฯ > สองเท้าพาเดิน. เวปไซต์สนุกดอทคอม. [cited 2008 October 27]. (0 screens). Available from: http://travel.sanook.com/Walking/walking_06550.php

(4) goganut (นามแฝง).ประวัติของวัดคณิกาผล (วัดใหม่ยายแฟง). เวปไซต์ลานพุทํธศาสนา [cited 2008 October 27]. (0 screens). Available from: http://www.larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=88

(5) จะเอ๋ (นามแฝง). บทความธรรมะเวปไซต์ธรรมจักร อ้างใน Vickies (นามแฝง). ปริศนาธรรม ของสมเด็จฯโต ตอน บุญสลึงเฟื้อง. เวปไซต์ ThAiWaRe CoMMuNiTY. [cited 2008 October 27]. (0 screens). Available from: http://community.thaiware.com/thai/lofiversion/index.php/t281970.html

(6)
ว่าที่ร้อยตรีกวิน พูลอำไพ. แม่เล้าสร้างวัด ได้บุญหรือไม่ เพียงไร?. เว็บไซต์ http://gotoknow.org/blog/kelvin/219031

30 มีนาคม 2553

Here are some memories from my past few years.!!! Mumbai and Indore

ยังมีควันหลงจากเมืองมุมไบ (Mumbai)และ(Indore) ที่ผ่านมาจากการไปสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติที่อินเดีย ก่อนกลับหนึ่งวันในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 มีความคิดในใจว่าต้องการที่จะส่งไปรษณีย์อวยพรให้แก่ในหลวงของเรา ให้มีความสุขปีใหม่และหายจากการพระอาการประชวร หลวงพี่เลยได้ไปที่ Post Office ภายในเขตมหาวิทยาลัยมุมไบ และได้เขียนคำอวยพรให้แก่พระองค์ท่าน ให้ทรงพระเจริญ โดยจ่าหน้าซองถึงพระองค์ท่านที่โรงพยาบาลศิริราช นั้นเอง เป็นความห่วงใยที่เกิดจากใจจริงๆ อยากให้พระองค์หายประชวรเร็ว เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพระองค์ท่าน เพราะเป็นไปรษย์จากเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย คือจากต่างประเทศ ที่หลวงพี่เขียนเองด้วยมือและส่งเองด้วยมือเองเลย นับว่าชีวิตนี้เป็นมงคลสูงสุด และจากการเป็นพระสงฆ์ที่คลองธรรม เหตุคือ จบปริญญาตรี จาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ รุ่น 49 ได้รับประทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และ จบปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก เปรียบเหมือนได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีสมเด็จพระบรมโอสาธิราช ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ แต่เสียดายเอามากๆที่ไม่มีโอกาสได้เข้ารับพระทาน เพราะคิดว่าจะศึกษาปริญญาเอก ประเทศอินเดียต่อไปเลย เลยไม่ได้สึกจากพระ เพื่อเข้ารับพระราชทาน เพียงแต่ได้รับใบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ครั้งนี้คิดว่าไม่พลาดเพราะตั้งใจเข้าศึกษาปริญญาตรีเพิ่มเติมเพื่อจะได้มีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ้งมีสมเด็จพระบรมโอสาธิราชพระราชทานให้ นับว่าเป็นความตั้งใจที่บริสุทธิ์ที่จะมีโอกาสได้รับจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่พากเพียรมา มีรูปถ่ายได้ระลึกครั้งหนึ่งในชีวิต สิ่งนี้เองที่เป็นสิ่งต้องการ และอื่นๆก้เป็นผลพลอยได้ และนับได้อีกว่าจากชีวิตของการเป็นพระสมัยที่เรียนปริญญาตรี ที่มหาจุฬาลงกรณ วิทยาเขตแพร่ ได้มีโอกาสเข้ารับประทานของที่ระลึกในการร่วมบริจาคสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ จากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ วัดปากน้ำ กรุงเทพฯ นับได้ว่าเป็นความเพียรได้สิ่งที่ดีงามเป็นมงคลแห่งชีวิตที่เลือกได้ "Our lives are the movies which our souls imagine and experiences which we choose to live, in order to learn and to evolve" "ชีวิตของเรา มี ภาพยนตร์หรือละครหนัง ที่ตัวเรา คิดเองได้ และ ประสบการณ์ที่เราเลือก ที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อ เรียนรู้ และ เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง" และคนอื่นจะมากำหนดให้เราไม่ได้ เพราะคนอื่นไม่ใช่พระพรหม หรือเทวดา ผู้วิเศษ ที่จะเที่ยวไปกำหนดคนอื่นได้ คนเหมือนกัน ยกเว้นคนที่มีจิตใจมีเป็นธรรม เขาย่อมทำในสิ่งที่เป็นธรรม เป็นกุศล ต่อตัวเองและคนอื่น (คนชั่วย่อมกำหนด ให้คนชั่วด้วยกัน...คนดี ย่อมกำหนด ให้คนดีด้วยกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งแท้ในสังคมปัจจุบัน) และพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้เชื่อเรื่องสิ่งที่งมงาย ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าต่างๆ แต่เชื่อในความดี และบุญกุศลทาง กาย วาจา ใจ เท่านั้น

เมืองอินดอรี ( Indore)
นับได้ว่าเป็นเมืองการศึกษาอีกเมืองหนึ่งเพราะมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมากมายคนอินเดียเรียกว่า เมืองน้องมุมไบนะ เจริญพอสมควร มีเครื่องบินภายในประเทศบินตรงมาเลย และรถไฟ ถนน



ที่เมืองมุมไบ สนามบินท้องถิ่น นั่งรอเครื่องขึ้นไปอินดอรี (we're waiting for takeoff)


ภายในห้องทำงาน ศาสตรจารย์ ดร. กุบตา มหาวิทยาลัยอฮิลยา เมืองอินดอรี



Picture taken at Indore 2009

มหานครมุมไบ (Mumbai Metropolis)
นับได้ว่ามีความหลากหลายในวิถีชีวิตและหลายศาสนา และเป็นศูนย์กลางธุรกิจ และ Bollywood (ภาพยนต์อินเดีย) มีหนังที่สามารถคว้ารางวัลออสก้าได้ถึง 8 รางวัล (Oscar) หรือ (Academy Awards) รางวับภาพยนต์ที่ยิ่งใหญ่ในโลก คือภาพยนต์เรื่อง (Slumdog Millionaire, สลัมด็อก มิลเลียร์แนร์ คำตอบสุดท้ายอยู่ในหัวใจคุณ) และมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดใน 3 อันดับที่เก่าแก่ที่สุดแล้วในอินเดีย คือ มหาวิทยาลัยมุมไบ ( University of Mumbai )มหานครมุมไบมีความเปลี่ยนไปเยอะมากมีการนำระแท็กซี่ใหม่ๆมาใช้ มีการทำถนนบายพาสตัดผ่านทะเลเลย ทำให้มีมุมมองอารมณ์ในบรรยากาศที่งดงาม ถนนเส้นนี้มุ้งหน้าจากในเมืองมุมไบ เพื่อเป็นทางด่วนไปยังสนามบินท้องถิ่น และอินเตอร์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเส้นอื่นเพื่อไปเมือง นิวเดลี ได้อีกด้วย ชมภาพกันเลย

การแสดงแบบประยุกต์สมัยใหม่ในวันสัมมนาวิชาการ ณ มหาวิทยาลัยมุมไบ
เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของอินเดีย

น้ำแครอท 100 % ผสมน้ำผลไม้อื่นก็ได้ หลวงพี่ชอบทานมากมาทานประจำในตลาดเมืองมุมไบ



Picture taken in Mumbai 2009

นับได้ว่าจากการเดินทางไปอินเดียรวมทั้งหมด 5 ครั้ง ครั้งละหลายเดือน หรือต่ำสุด 2 อาทิตย์ เป็นการศึกษาจากของจริงทั้งหมด และคงจะได้ไปอีกครั้งเป็นครั้งที่ 6 เพื่อเข้ารับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมคธ ในกลางปีนี้ และปี 2554 จะรับพระราชทานปริญญาบัตรอีกครั้งหนึ่ง เรียนครั้งเดียวได้ปริญญา 2 ใบเลย และจะมีวุฒิการศึกษาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ คือ ศศ.บ. มีความสุขจริงๆในชีวิตนี้ ทำไปเถอะอะไรก็ตามที่ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ผิดกฏหมายบ้านเมือง ทำในสิ่งที่ดี ทำไปเถอะ

คำคมๆ ก่อนจบ ครั้งหน้าจะมาเขียนเรื่องดีมีคุณภาพให้ได้อ่าน "Our lives are the movies which our souls imagine and experiences which we choose to live, in order to learn and to evolve"เพราะชีวิตนี้เป็นของเราๆจึงสามารถจะเลือกเป็น เลือกทำ เลือกพูดได้ เลือกคิดได้ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นสิ่งที่ดี ไม่เบียดเบียนคนอื่น. ดูได้จากของจริงจากคนอินเดีย แม้เขาจะจนที่เราๆท่านๆเห็นกันทั่วไป แต่เป็นการจนที่ประเสริญ เพราะไม่คิดร่ำรวยจากการไปค้าขายยาเสพติด ไม่ไปทำลายคนอื่น มาคิดย้อนดูจากของเราแล้ว บางคนบ้านใหญ่โตมีฐานะแต่ร่ำรวย แต่ไม่รู้ว่ามาจากค้าขายยาเสพติดหรือเปล่า ไม่รู้นะว่าใครพูดหว่านๆไป เพราะชีวิตนี้ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว เพราะมีการจับยาเสพติดแต่ละครั้งเยอะมาก มีเงินสามารถซื้อความเคารพนับถือของคนในสังคมได้ ซื้อได้ทุกอย่าง คนบางคนเมื่อเงินตกใส่สามารถ....? เพราะพระมีหน้าที่สั่งสอนให้ญาติโยมให้พ้นจากอบายมุข ไม่ได้เกินหน้าที่นะ ทำตามหน้าที่ความเป็นพระ โกรธกันไม่ได้นะ Good luck.