Welcome to my blogspot

ดาวน์โหลดบทความใหม่ (dwnld)...ร.๕ กับการเสด็จประพาสประเทศอินเดีย...ขอขอบคุณบทความดีๆที่มีให้เราๆได้อ่าน เสริมปัญญา เป็นอาหารสมอง และให้ความรู้ที่ดีที่สุด­เพราะกลั่นมาจากปัญญาแท้ๆ wel 2013 come / Happy new year

หยิบข่าวมาบอก:Breaking News

r

17 พฤษภาคม 2552

มีความสุขในโลกที่แคบ ดีกว่ามีทุกข์ในโลกที่กว้าง


หลายๆคนในโลกเรานี้ล้วนปรารถนาความรวยคือมีเงินมีทองใช้จ่ายแบบไม่ขาดมือ ในโลกปัจจุบันหรือในอดีตพระพุทธเจ้าทรงสอนว่าคนจะก้าวล่วงทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร เพียรในความหมายของพระพุทธศาสนากับความหมายทางโลกจึงเหมือนกันเพราะเอาความหมายของศาสนาไปใช้ เพียรคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เอาใจและกายเข้าไปเปลี่ยนให้เป็นทรัพย์สินหรืออะไรก็ตามเช่น มีความเพียรในการศึกษาเล่าเรียนต่างๆ และการงานเพื่อชีวิตและครอบครัวที่ดีงาม ใจคือมีใจให้สิ่งที่ทำ กายคือยอมสละแรงกายและเหงื่อ ผลคือมีชีวิตที่มีอยู่ของตนเองดีมีความสุขครอบครัวสุขสบายอันนี้สมควรย่องยกเป็นอย่างมาก แต่การเสาะแสวงหาความสมหวังของคนบางคน บางพวกมุ่งเอาเปรียบคนอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขความสมหวังของตนเองและพวกหรือครอบครัวไม่ว่าด้วยวิธีการสกปรกปานใด อันนี้น่ารังเกียจมากถึงมากที่สุด ถ้าคนมีหลักศาสนาอยู่ในใจที่แท้จริงจะไม่กล้าแม้แต่จะคิดทำ เพราะคนที่จิตใจบริสุทธิ์ จะมีน้ำใสใจจริง ส่วนคนคดจะมีน้ำขุ่นใจคด ดูไม่ยากไม่นานเพราะเค้าจะต้องแสดงธาตุแท้ออกมาสักวัน ชีวิตของผู้เขียนเองไม่ได้วิเศษดีเลิศอะไรก็เพราะเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่มีแม่ มีแต่พ่อ พ่อไม่รวยยืนยันนั่งยันว่าจริง พ่อแยกทางกับแม่ตั้งแต่วัย 1 ขวบ แต่พ่อของฉันไปรับฉันมาจากแม่เมื่อ อายุ 7 ขวบ คือไปขโมยจากแม่มาตอนที่แม่ออกไปทำงานนอกบ้าน แต่แม่ฝากฉันไว้กับเพื่อนบ้าน แถมเป็นลูกโทนคนเดียวเสียอีกจึงลำบาก ตั้งแต่นั้นมาฉันจึงไม่ได้พบกับแม่อีกเลย (แต่ฉันได้ติดตามหาแม่แล้วโดยถามข้อมูลจากพ่อ ฉันถึงเดินทางไปอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตามที่พ่อบอก เมื่อปี 2550 นามสกุลแม่ คือ กองค้า ฉันได้ไปค้นหาข้อมูลบนอำเภอ จนฉันได้เจอบ้านแม่ ฉันจำสภาพบ้านได้ ในใจคิดว่าใช่แล้ว โดยคำถามชุดแรกว่าบ้านนี้มีผู้หญิงชื่อเสถียรไหม คำตอบมี คำถามชุดสองโยมเสถียรมีลูกชื่อต้นใช่ไหม ตอบใช่ คำถามชุดต่อไปแล้วพ่อของต้นชื่ออะไรเป็นคนที่ไหน คำตอบพ่อของต้นชื่อปุ๊หรือดำ เป็นคนสุโขทัย คำพูดแรกคือใช่แล้ว ฉันนี้แหละชื่อต้นลูกพ่อปุ๊ที่อยู่สุโขทัย เป็นลูกของแม่เสถียร ร้องโฮ่กันใหญ่ แต่ได้เจอแต่ยายจอม กองค้า และ น้าๆป้า เท่านั้น ไม่พบกับแม่ ได้สอบถามแล้วว่าแม่ได้ไปจากบ้านนานแล้วหลังจากมีน้องใหม่อีกสองคน คำว่าไปจากบ้านนานแล้วคือแม่สาบสูญติดต่อไม่ได้ สัญนิฐานว่าตายไปแล้วเพราะเป็น 20 กว่าปีแล้วครอบครัวทางแม่ไม่รวย ฉันตั้งใจจะเลี้ยงดูแม่สักครั้งในชีวิตตอบแทนคุณท่านให้ท่านได้สุขสบายแต่ฉันไม่มีโอกาสได้ตอบแทนแม่ มีแต่การบวชมา 10 กว่าปีของฉันจะเป็นผลบุญให้แม่ของฉันได้บ้างและการทำความดีตอบแทนแม่) มีคำโบราญว่าไว้ คือ ขาดแม่เหมือนแพแตก พ่อส่งฉันมาอยู่กับปู่-ย่า ที่สุโขทัย นี้นะถ้าพ่อไม่รักเราก็คงไม่ไปเอามาจากแม่ แต่พ่อไม่แสดงออกเพราะอยากให้เราพึ่งตนเองให้มาก เพราะการที่พ่อต้องรับผิดชอบกับครอบครัวใหม่กับลูกอีก 2 คนที่กรุงเทพ เอาละสรุปง่ายๆเพราะเขียนไปยาวแน่ๆว่าตัวฉันเองชีวิตไม่ได้สุขสบายอะไรเลยเจอแต่ทุกข์ แต่ด้วยความเพียรที่แท้จริงที่มีอยู่+กับมีผู้สนับสนุนเรื่องการศึกษา จึงทำให้ฉันมีความหวังในชีวิตที่ดีกว่าเดิมนั้นเอง จึงเพียรเล่าเรียนศึกษาจนจะสำเร็จปริญญาเอกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขอเสริมอีกสักนิดขอทำควมเข้าใจว่าลูกโทนคนเดียวที่ไม่มีพี่น้องร่วมสายโลหิตและไม่มีแม่ จะดูแข็งคือแข็งทางกายและใจเพราะต้องทำทุกอย่างเองหมดตั่งแต่การทำงานเพื่อเลี้ยงตนเอง ซักผ้า ถูบ้าน หุงข้าว ที่สำคัญคือยืนต้านทานแรงลม แดด ฝน อยู่คนเดียว และไม่เคยโดนเอาใจเหมือนลูกคนอื่นที่มีพ่อมีแม่ครบ จึงไม่เข้าใจการพูดเอาใจ การประจบประแจง ไม่เคยสนุกสนานเที่ยวเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ไปเสียเป็นส่วนใหญ่ และดีส่วนใหญ่ เสียแล้วกลับมาดีได้บ้าง ที่ดีแล้วกลับไปเสียบ้าง เป็นต้น ฉะนั้นแล้วจึงอย่าได้คิดเป็นอื่น ต้องยอมรับว่าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้จะดูไม่ออกจะไม่เข้าใจเลยที่เดียว บางครั้งอยู่กับคนอื่นจึงต้องใช้จิตน้อมไปศึกษาเรื่องราวของคนอื่นบ้าง อย่าใช้ประสบการณ์ด้านเดียวของตัวเองที่มีอยู่ไปใช้ตัดสินคนอื่นหรือกับเพื่อนร่วมงานหรืออื่นๆ ต้องใช้จิตวิทยา เพราะอะไร "เพราะโลกนี้ไม่เที่ยงผันแปรตลอด" ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ <อนิจจัง ทุกข์ อนัตตา> ใจคนก็เช่นเดียวกัน ไม่เที่ยงจากเคยเป็นคนจิตใจดีเปลี่ยนมาเป็นคนจิตใจชั่วร้ายก็เยอะ จากคนใจชั่วร้ายเปลี่ยนมาเป็นคนจิตใจดีก็มีเยอะ หรือจากคนคิดดีมาเป็นคนคิดชั่วก็เยอะ หรือจากคนดีจิตใจดีก็ดีตลอดดังความมั่นคงเช่นภูเขาไม่สั่นคลอน ดูจากไหนตัวอย่าง องคุลีมารนั้นเอง องคุลีมารที่จริงจิตใจเดิมๆเป็นคนคิดดีจิตใจดี แต่โดนเหล่าบรรดาศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันร่วมกันกลั่นแกล้งใส่ไคร้เพราะอิจฉา ว่าองคุลีมารคิดฆ่าอาจารย์ วิเคราะห์อาจารย์เองก็หูเบาปัญญอ่อนซะเหลือเกิน หลงเชื่อคำยุยงของเหล่าบรรดาศิษย์ชั่วคนอื่น "คนมีปัญญาจะต้องตรวจสอบสั่งเกตุก่อน" จึงสั่งให้องคุลีมารไปตัดนิ้วมา 1000 นิ้วเพื่อบูชาครูในการเรียนวิชาขั้นต่อไป ถ้าไม่บูชาจะไม่เป็นผล ด้วยเหตุที่ให้ไปตัดคืดต้องการยืมมือคนอื่นฆ่าองคุมารนั้นเอง ตนแรกองคุลีมารไม่ทำตาม แต่ด้วยรักในการเรียน จึงทำให้องคุมารหลงผิด ไปกับอาจารย์ปัญญาอ่อน แถมใจชั่วอีกต่างหาก

สรุปตบท้ายองคุลีมารมีจิตใจดีงามมาก่อนแต่โดนกลั่นแกล้งจากศิษย์ร่วมสำนักผนวกกับอาจารย์ที่ปัญญอ่อนไม่คิดตรวจสอบให้รอบครอบก่อน แต่สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็มาโปรดองคุลีมารจนได้นิพพาน
ฉะนั้นแล้วการดูคนต้องดูให้ลึกถึงข้างใน ดูวิถีชีวิตความเป็นมา จะทำให้เข้าใจคนอย่างท่องแท้ ฉะนั้นแล้วฉันจึงพอใจในสิ่งที่ฉันมีฉันเป็น ฉันไม่เคยสร้างความเดือดให้คนอื่น อยู่เท่าที่ตัวเองอยู่ได้ ยืนได้บนโลกอย่างไม่สร้างกรรมให้คนอื่น ได้ช่วยเหลือสังคมนิดๆหน่อยตามอัตภาพฉันก็พอใจแล้ว แต่คนในโลกนี้ลืมสังคมไม่เหลียวแลสังคมจนปล่อยให้สังคมเน่า เพราะความเห็นแก่ตัวที่มาก่อนแต่ไม่เป็นไร "การมีความสุขในโลกที่แคบคือ การพอมีพอตัวของตัวเองมีความสุขในรังที่พอตัว ไม่เบียดเบียนคนอื่น เท่านี้ก็เป็นสุขเหลือล้น" "ส่วนการมีทุกข์ในโลกที่กว้าง คือความไม่รู้จักตัวตน อยากมีอยากได้เกินฐานะ อยากอวดอยากโชว์ว่ามีฐานะ จึงไม่คำนึงถึงการได้มาของเงินทอง จึงทำให้แสวงหาเงินโดยวิธีการต่างๆ เช่นยอมเป็นข้าทาสเงินให้เค้าซื้อได้ด้วยเงิน เหมือนการซื้อวัวซื้อควาย เขาจะจูงจมูกแบบไหนก็เชื่อและทำตามแม้ว่าจะเป็นสิ่งผิด หรือการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือหลอกลวงคนอื่นเป็นต้น เพราะการที่ดูถูกใจตัวเอง จึงทำให้ตัวเองต้องตกต่ำทางใจและศีลธรรม จึงมีความเป็นอยู่ที่ทุกข์ตลอดเวลา เพราะไม่รู้จักพอตัวพอตนและพอดีนั้นเอง" แต่จงจำไว้ว่าสังคมจะดีได้ก็เพราะใจเราร่วมมือแก้ไขความเน่าของสังคมและสิ่งที่เน่าในสังคมต้องแก้ไขด้วยตนเองจากสามัญสำนึก เพื่อให้สังคมใสสะอาดมีแต่คนดีๆ.


13 พฤษภาคม 2552

รักษาสีรถให้ถูกวิธี อาบน้ำประแป้งแต่งตัวให้รถคันเก่งกันดีกว่า

โดย จสอ.ดาบชัย หลักทอง นักศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร


เรื่องการขัดสีรถก็อาจจะมีหลายท่านที่ทำหน้าเบื่อ ๆ เพราะกิจกรรมนี้มันค่อนข้างจะต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานกันมากพอดู แต่ทราบกันหรือไม่ว่าการลงทุนเสียเวลาเสียแรงในการขัดสีรถนั้นพอเทียบกับความเงางามและความทนทานของสีรถที่ได้รับถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องจากไม่ได้ต้องขัดกันทุกวันทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเพียงแค่ 3 เดือนต่อครั้งเท่านั้น สีรถก็จะดูดีแวววาวสวยงามและเหมือนรถใหม่เสมอ
ที่นี้การจะเลือกใช้น้ำยาขัดเคลือบสีรถของยี่ห้อไหนหรือผลิตภัณฑ์ของใครนั้น สมควรอย่างยิ่งที่เจ้าของรถจะต้องทำความรู้จักคุณสมบัติเฉพาะตัวของสินค้ายี่ห้อนั้น ๆ เอาไว้ด้วย อย่างน้อยไอ้ตัวหนังสือที่เขาพิมพ์ไว้ข้างกระป๋องนั้น ถ้าตั้งใจอ่านก็พอจะได้ความรู้อยู่บ้าง
ควรเล่นให้ครบทุกกระบวนท่า
การขัดเคลือบสีรถนั้นไม่ใช่ขึ้นต้นมาก็ลงมือขัด ๆๆๆๆ กันเลย เพราะถ้าหากต้องการให้สีรถออกมาดูดีที่สุดก็ควรจะต้องทำให้ครบทุกขั้นตอน เนื่องจากกระบวนการในการขัดสีรถจะต้องเริ่มตั้งแต่การขจัดเศษฝุ่นละอองไปจนถึงการเคลือบป้องกันรังสี UV กันเลย
กระบวนการหรือกรรมวิธีเคลือบสีนี้จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้หลายขั้นซึ่งหากคุณใช้วิธีขับรถไปเข้าคาร์แคร์ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาจะจัดการให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง (ยกเว้นเรื่องจ่ายเงิน คุณต้องทำเอง) แต่ถ้าไปเข้าร้านที่ไม่ค่อยลงทุนสักเท่าไหร่ ขั้นตอนต่าง ๆ ก็จะถูก “หด” ลงไป รวมทั้งคุณภาพของตัวน้ำยาที่ใช้ก็เป็นเกรดธรรมดา หรือต่ำกว่าธรรมดา (เพราะต้องการดึงราคาค่าบริการให้ต่ำลงจนดึงดูดความสนใจ) บางทีแทนที่จะเป็นการรักษาสีรถก็กลายเป็นทำลายสีรถไปเลย จึงอยากแนะนำให้เดินหาซื้อมาด้วยตนเองจะดีที่สุดเพราะเราสามารถเลือกระดับคุณภาพของตัวน้ำยาเหล่านี้ได้
ข้อควรคำนึง คือ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้าง ขึ้นผึ้งและครีมขัดในทุกขั้นตอน สาเหตุหนึ่งที่บอกว่าควรใช้ยี่ห้อเดียวกันก็เพราะสารประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยี่ห้อเดียวกันนั้นจะไม่ขัดกันเองเหมือนกับการนำของต่างยี่ห้อมาใช้งานร่วมกันซึ่งบางครั้งสารเคมีที่ใช้อาจจะเป็นคนละตัวกันและมีฤทธิ์หักล้างซึ่งกันและกัน

ด่านแรก

มาเริ่มต้นที่กระบวนการขัดเคลือบสีรถกันดีกว่า ขั้นแรกคือการเลือกซื้อน้ำยาให้ครบ ชุด ซึ่งจะประกอบด้วย น้ำยาล้างรถชนิดที่เป็นแชมพู บางคนอาจจบอกใช้แชมพูสระผมก็ได้ อันนั้นเป็นความคิดที่ผิด อย่าไปเอาอย่างพวกล้างแท็กซี่เลย รถเราราคาตั้งหลายแสนหลายล้านแล้วก็ไม่ใช่รถสาธารณะด้วย ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ ? จะบอกให้ว่า ตัวสูตรผสมของแชมพูทั้งสองชนิดนั้นจะมีพื้นฐานเดียวกันคือ จะมีสารที่ทำให้เกิดฟองเหมือนกันแต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ตัวทำความสะอาดชนิดที่ไม่ทำอันตรายแก่สีรถแล้วยังต้องช่วยรักษาความเงาของเนื้อสีเอาไว้ให้ได้ด้วย นั้นคือ คุณสมบัติที่รถยนต์ต้องการ ส่วนสำหรับเส้นผมเขาก็ต้องผสมสารต่าง ๆ มาให้เพื่อใช้กับเส้นผมโดยเฉพาะ ซึ่งสารพวกนั้นสีรถไม่ต้องการใช้ไปนาน ๆ เข้าสีรถจะเริ่มด้านขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
เริ่มต้นขั้นตอนกันตั้งแต่การทำความสะอาดรถเสียก่อน โดยใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นผงต่าง ๆ ออกเป็นอันดับแรกด้วยวิธีปัดไล่ไปทางเดียวตรง ๆ อย่าปัดย้อนไปมาเด็ดขาดเพราะจะเท่ากับพาเอาฝุ่นผงกลับมาที่เดิม แถมเป็นการขัดสี (ให้เป็นรอย) ไปอีกด้วย
จากนั้นให้ใช้น้ำยาล้างรถผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่เขา กำหนดเอาไว้ ซึ่งปกติก็จะอยู่ประมาณ ฝาต่อ 1 แกลลอน (คิดแบบไทย ๆ ก็ 1 ฝาต่อน้ำ 1 ถัง) สำหรับรถขนาดเล็ก และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามขนาดของตัวรถที่โตขึ้น การล้างรถที่ให้ผลดีที่สุดจะต้องใช้ฟองน้ำ 2 แผ่น หลังจากฉีดน้ำเปลา เพื่อล้างฝุ่นไปรอบหนึ่งแล้ว ให้เอาฟองน้ำแผ่นแรกล้างส่วนบนของตัวรถตั้งแต่หลังคาไล่ลงมาถึงประมาณส่วนกลางของตัวรถ ล้างให้รอบคันเสร็จแล้วจึงเปลี่ยนฟองน้ำอันใหม่มาจัดการล้างส่วนด้านล่างต่อให้จบ เหตุที่ต้องให้เปลี่ยนฟองน้ำถึง 2 อันก็เพราะว่าอันแรกจะล้างส่วนบนที่ไม่ค่อยจะมีเศษฝุ่นทรายแต่ส่วนล่างจะมีฝุ่นทรายมาก หากใช้แผ่นเดียวแล้วพอนำเอามาล้างครั้งต่อไปเศษฝุ่นทรายที่ตกค้างอยู่ในฟอนน้ำจะออกมาถูกับสีให้เป็นรอยตามมาได้อีก หลังจากล้างด้วยฟองน้ำจนทั่วทุกส่วนแล้วจึงใช้น้ำสะอาดล้างฟองออกให้หมด แล้วใช้ผ้าสะอาด ๆ มาเช็ดน้ำที่ตกค้างออกให้แห้ง ถ้าได้พวกชามัวร์มาเช็ดก็จะทำงานง่ายขึ้นเพราะผ้าชามัวส์นั้นสามารถจะซับน้ำออกได้เร็วกว่าผ้าธรรมดา

ด่านสองต้องครีม

การขจัดริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ลึกมาก อย่างที่เรียกกันว่า “ขนแมว”ออกจะต้องใช้ยาขัดที่มีลักษณะคล้ายกับยาขัดสีของพวกอู่สีเขาแต่ต้องมีเนื้อละเอียดมากกว่าจะได้ไม่เกิดรอยใหม่ขึ้นมาแทนที่ของเดิม ครีมที่ใช้นี้จะเป็นครีมสูตรเดียวกับของวงการเครื่องประดับที่เขาใช้ขัดรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ออก
เมื่อสำรวจตรวจหารอยจนครบแล้ว หากต้องการจะขัดออกก็ให้ใช้ครีมชนิดนี้พร้อมกับผ้าสำลี (ใช้งานดีที่สุด) มาขัดเบา ๆ ตามแนวของรอยขีดนั้น ๆ ไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนซักรองเท้าผ้าใบ แล้วเราก็จะเห็นว่ารอยขีดข่วนเล็ก ๆ เหลือน้อยลงหรือหายไปเลย ลบรอยกันแล้วก็มาถึงการขัดสีด้วยครีม ขั้นตอนแรกกัน ครีมที่ใช้จะเป็นแบบที่ผสมด้วย “น้ำมันคาร์นูบา” เพื่อใช้สำหรับขัดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรก และคราบสนิมรวมทั้งคราบเขม่าจากท่อไอเสีย (รถบางรุ่นจะโดนเขม่าจากท่อไอเสียเป็นปกติจากโรงงานเลย) วิธีการขัดให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าแตะน้ำยาเล็กน้อยทาในลักษณะวน ๆ ให้เป็นก้นหอยให้ทั่วทั้งคัน ครบทุกส่วนที่เป็นสีก็พอดีกับจุดที่เราเริ่มทายาขัดแห้งใช้การได้พอดีแล้ว
ขั้นตอนนี้ยากที่สุดเนื่องจากการขัดสีรอบนี้จะต้องออกแรงมากพอสมควรเพื่อปรับสภาพพื้นผิวให้เรียบขึ้นและยังต้องกำจัดเอาเศษคราบสกปรกที่ฝังติดแน่นออกให้หมด (ไอ้เจ้าเศษสิ่งสกปรกที่ติดมานั้น ส่วนใหญ่ก็จะมาจากเศษน้ำมันปนกับเขม่าควันและฝุ่นละอองในทุกแห่งที่รถของเราผ่านไปนั้นเอง ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงเสียด้วย) และในทันทีที่ออกแรงขัดออกหมดแล้วก็จะเห็นว่าสีของรถคุณเริ่มขึ้นเงาและผิวสีจะลื่นขึ้นจนสังเกตได้

ด่านสามอุดและเคลือบ

หวังว่าคงยังไม่เหนื่อยกันนัก .. มาเริ่มต้นขั้นตอนต่อไปเลยดีกว่า หลังจากที่เราจัดการกับรอยขนแมวและคราบสิ่งสกปรกบนพื้นผิวเสร็จไปอีกหนึ่งขั้นตอนแล้วถึงตรงนี้ถ้าหากปล่อยเอาไว้อย่างนั้นไม่ลงมือขั้นต่อไปก็จะเท่ากับเราได้ขัดสีรถแล้วปล่อยเอาไว้เฉย ๆ เมื่อนำรถออกไปใช้งาน บรรดาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในบรรยากาศก็จะเข้ามาเกาะติดกับสีรถได้อีก ดังนั้น เพื่อให้การขัดสีครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจึงจำเป็นจะต้องขัดด้วยครีมหรือขี้ผึ้งเคลือบสีอีกรอบหนึ่ง

ในขั้นตอนการเคลือบสีนี้เราสามารถจะเลือกใช้ได้ทั้งแบบครีมและขี้ผึ้งเนื่องจากทั้งสองชนิดทำจากเรซิ่นที่มีความหนืดสูง และมีความไวต่ออากาศ พร้อมด้วยส่วนประกอบของสารเทฟล่อน สุดท้ายก็จะเป็นสารสำหรับชักเงาทำให้การขัดสีง่ายขึ้น
เราสามารถแยกคุณสมบัติต่าง ๆ ของสารที่เติมเข้าไปมาได้คร่าว ๆ ดังนี้ เรซิ่นพิเศษที่ผสมอยู่นี้จะยึดติดกับผิวสี ช่วยอุดลบร่องรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ทำให้สีรถดูเรียบ เป็นเงา และกลายเป็นผิวเคลือบที่เป็นเงาใส ๆ เพิ่มความเงางามให้กับสีรถได้อีกส่วนหนึ่ง และสารเทฟล่อนจะทำหน้าที่ช่วยให้เกิดความลื่น เคลือบสีให้เกิดความคงทนยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยป้องกันสีรถจากการกัดกร่อนของพวกกรดหรือด่างในน้ำในขี้นกในยางไม่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ สามารถป้องกันรังสี UV (Ultra violet) อันเป็นตัวการทำลายสีรถให้ซีดจางได้ด้วย
กรรมวิธีการขัดให้ทำเช่นเดียวกับที่ลงมือไปเมื่อรอบที่แล้วคือ ใช้ฟองน้ำที่มีมาอยู่ในกล่องแตะครีมหรือขี้ผึ้งเล็กน้อยค่อย ๆ วน ๆ เป็นก้นหอย ทาให้ทั่วทั้งคัน จากนั้นจึงใช้ผ้าสำลีสะอาด ๆ มาเช็ดออกอีกทีหนึ่ง งานรอบนี้จะเบาแรงขึ้นพอสมควรเพราะเศษสิ่งสกปรกถูกกำจัดออกไปแล้วครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนสุดท้าย

งานขัดเคลือบสีในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะเป็นการเคลือบเงาปิดท้ายอีกชั้นหนึ่งเพราะขี้ผึ้งตัวสุดท้ายนี้จะมีคุณสมบัติในการป้องกันผิวสีให้มีความคงทน เงางามเป็นประกาย และยังช่วยป้องกันรังสี UV จากแสงแดด ไม่ให้ทำอันตรายต่อสีรถได้อีกระดับหนึ่งที่เหนือไปกว่าขั้นที่แล้ว (เรียกว่าชัวร์กันไปเลย)
กระบวนการขัดครีมขั้นสุดท้ายนี้ จะเป็นขั้นตอนที่เบาแรงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพราะขี้ผึ้งตัวนี้เราจะใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ค่อย ๆ ขัดเบา ๆ เป็นก้นหอยให้ทั่ว แล้วเช็ดออกด้วยผ้าสำลีสะอาด ๆ เพียงเท่านี้สีรถที่เคยหม่นหมองก็จะกลับมาเงาวับในทันที
ขอเดือนเอาไว้สักหน่อยว่า การทำงานทั้งหมดนี้จะต้องปฏิบัติในร่มในเงาของหลังคาเท่านั้น หากไปเล่นขัดสีกันกลางแสงแดดจะทำให้ยาขัดแห้งไม่เท่ากัน และเห็นผล (ร้าย) ได้ตอนที่เมื่อเช็ดออกแล้วสีจะเงาไม่เสมอกัน นอกจานั้นยังทำให้ระยะเวลาที่น้ำยาจะทำปฏิกิริยากับผิวสีมีน้อยลงซึ่งเป็นเรื่องสำคัญพอสมควร เราสามารถทำเมื่อไรก็ได้ตามต้องการ แต่การขัดและเคลือบสีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกครั้งที่ล้างก็ได้เพราะเมื่อขัดและเคลือบครั้งหนึ่งแล้วจะมีอายุยืนยาวไปได้ถึงประมาณ 6 เดือน

03 พฤษภาคม 2552

กลูเกิล (GoogleTranslate) บริการแปลภาษา


เมื่อกลูเกิล (Google) เข้าใจจุดต่างของโลกไซเบอร์ ของนักท่องเว็บไซต์ของคนทั่วโลก ที่มีปัญหาด้านภาษา กลูเกิลจึงคิดการแก้ไข และการแก้ไขของกลูเกิลจึงถูกจุดและโดนใจนักท่องเว็บที่มีปัญหาด้านภาษากลูเกิลจึงจัดให้ มีบริการแปลหน้าเว็บไซต์ของภาษาต่างชาติ ยกตัวอย่างคือภาษาอังกฤษ มีบริการเป็นหน้าเว็บไซต์เป็นภาษาไทย ให้เข้าไปค้นหากันจนลึกถึงก้นบึ้งของเว็บไซต์นั้นๆ และนักท่องเว็บไซต์ สามารถที่จะช่วยกลูเกิลได้ด้วย คือช่วยส่งคำแปลเป็นภาษาไทยที่ดีกว่าไปยังกลูเกิลโดยตรง ที่ตรงข้อความที่ว่า___ (แนะนำคำแปลที่ดีกว่า)___ ดังนั้นในอนาคตอันใกล้เว็บไซต์ที่แปลโดยกลูเกิลจะมีความสมบูรณ์มากขึ้นในการอ่านทำความเข้าใจ แต่บริการอีกอย่างหนึ่งที่โดนใจมากๆๆๆ คือบริการแปลภาษา _Google Translate_ กลูเกิลแปลให้ 40 กว่าภาษาที่โดนใจวัยโจ๋ วัยหมดโจ๋ ทั้งหลาย เช่นแปลจากคำภาษาไทยเป็นอังกฤษ ที่แปลออกมาได้ดีมาก จนเราจะแถบลืมหรือลืมโปรแกรมแปลภาษาห่วยๆ( คือยังดีไม่พอ)กันไปเลยที่มีตามท้องตลาด หรือที่ให้ดาวน์โหลดแล้วเรียกเก็บเงิน เพราะกลูเกิลจัดแปลให้เรียบร้อยและดีมากๆๆ และเป็นบริการแปลให้ฟรีๆๆๆ ความสมบูรณ์ด้านการแปล เกือบ 70 % แปลได้ดีมาก

ประโยชน์และข้อดีของบริการแปลภาษาของกลูเกิล
1. ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ และง่ายต่อการเข้าใจ
2. ทำให้การเรียนภาษาทำได้ที่บ้าน
3. ลดค่าใช้จ่ายในการจ่ายในการไปเรียนภาษานอกบ้าน
4. ทำให้รู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมาย
5. สามารถแปลภาษาได้ในข้อความขนาดใหญ่ หรือข้อความมากๆ
ุ6. การมีส่วนร่วมช่วยกลูเกิลในการช่วยแก้ไขข้อความของภาษาให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้นตรง คำว่า
(แนะนำคำแปลที่ดีกว่า)
7. ทำให้การติดต่อสื่อสารกับเพื่อนชาวต่างชาติทำได้ง่ายมากขึ้น
8. ทำให้การท่องเว็บไวต์ด้วยภาษาไทยมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
9. ทำให้เกิดการเรียนรู้และทัศนะกว้างไกล
10. เป็นบริการที่ฟรีๆๆ เพียงคุณมีอินเตอร์เน็ต และเข้าหน้ากลูเกิล คุณจะได้รับบริการดีๆเหล่านั้นทันที

มองกลูเกิลในอนาคต
ผลิตของกลูเกิลคือผลของปัญญา กลูเกิลจะยังเติบโตไปเรื่อยๆ กลูเกิลจะผลิตสิ่งใหม่ๆมาป้อนให้กับคนไม่รู้จบ สิ่งน่าจะเป็นคือของกลูเกิลในอนาคต การทำซอฟแวร์ให้กับโครงการอวกาศหรือยานอวกาศของชาติต่างๆหรือในเครื่องบินพาณิชย์โดยสารต่างๆ น่าจะเป็นโปรแกรมด้านความบันเทิงเช่น เพลงของทุกๆชาติที่เพียงคลิกเม้าไปแผนที่ประเทศนั้นๆ เพลงของประเทศนั้นๆจะขึ้นมาให้เลือกฟังทันที ฮิฮิไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ด้วยสมองของกลูเกิลน่าเป็นไปได้ แม้แต่กลูเกิล Map (แผนที่ดาวเทียม)ที่เราใช้กันผ่านอินเตอร์เน็ตจนมองเห็นถนนและหลังคาบ้านกลูเกิลยังทำได้ และกลูเกิลน่าจะคิดทำสิ่งเหล่านี้ด้วย และการผลิตพัฒนา การแปลภาษา _Google Translate_จะถูกพัฒนาให้ใหญ่และดีกว่าเดิมเป็นแน่นอน และกลูเกิลก็ทำให้คนรักได้ทั่วโลก

15 เมษายน 2552

ตรวจสุขภาพ....เพื่ออะไร? ตอน 2

โดย..ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดุษณี ศุภวรรธนะกุล
อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการจัดการสุขภาพและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

1 การตรวจทางเคมีคลินิก (clinical examination) เป็นการตรวจเพื่อหาสารเคมีในเลือด ซึ่งสารเคมีในเลือดแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กับโรคที่แตกต่างกัน เช่น การมีกลูโคสสูงสัมพันธ์กับการเป็นโรคเบาหวาน การมีไขมันในเลือดสูงสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน โรคหัวใจและเส้นเลือดแข็งตัว สารเคมีในเลือดนอกจากจะมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว ยังช่วยวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งสารเคมีในเลือดที่ต้องตรวจมี ดังนี้
1) น้ำตาลในเลือด (glucose: Glu)
2) โคเลสเตอรอล (cholesterol: CHOL)
3) ไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides: TG)
4) เอชดีแอล (high density lipoprotein: HDL)
5) แอลดีแอล (low density lipoprotein: LDL)
6) ยูเรียไนโตรเจนในเลือด (blood urea nitrogen: BUN)
7) ครีอะตินินในเลือด (creatinine: Cr)
8) กรดยูริค (uric acid: URIC)
9) อัลบูมิน (albumin: Alb)
10) โปรตีนรวม (total protein: TP)
11) เอนไซม์ของตับ (aminotransferase: AST, ALT)
12) แอลคาไลน์ฟอสฟาเทส (alkaline phosphates: ALP)
13) โซเดียม (sodium: Na)
14) โพแทสเซียม (potassium: K)
15) คลอไรด์ (chloride: Cl)
16) แคลเซียม (calcium: Ca)
2 การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา เป็นการตรวจเพื่อดูว่าร่างกายมีภูมิต้านทานต่อโรค หรือมีการติดเชื้อหรือไม่ หากร่างกายไม่มีภูมิต้านทานชนิดนั้นอยู่ในร่างกายเลย อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเป็นโรคดังกล่าว ซึ่งมักตรวจสิ่งต่อไปนี้
1) การตรวจการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (hepatitis B surface antigen: HbsAg)
2) การตรวจภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (anti hepatitis B surface: Anti – HBs)
3) การตรวจภูมิคุ้มกันต่อบริเวณแกนกลางของตัวเชื้อ (anti – hepatitis B core)
4) การตรวจภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อเอชไอวี “เอดส์” (anti – human immuno deficiency virus)
5) การตรวจซิฟิลิส (syphilis : VDRL)
3 การตรวจทางจุลทรรศน์วิทยา (microscopic examination) การตรวจทาง จุลทรรศน์วิทยา ส่วนมากเป็นการตรวจวิเคราะห์เซลล์เม็ดเลือด (complete blood count : CBC) ซึ่งนิยมตรวจสิ่งต่อไปนี้
1) การตรวจวัดความเข้มข้นของเลือด (hemoglobin: Hb)
2) การวัดปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (hemotocrit: Hct)
3) การนับปริมาณเม็ดเลือดขาว (white blood cell count: WBC count)
4) การตรวจดูรูปร่างและการติดสีของเม็ดเลือดแดง (red blood cell morphology: RBC Morphology)
5) การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว (differential count)

การตรวจสุขภาพจะต้องตรวจอะไรบ้าง?
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าการตรวจสุขภาพทางห้องปฏิบัติการมี 3 ประเภท ได้แก่ การตรวจทางเคมีคลินิก การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา และการตรวจทางจุลทรรศน์วิทยา ซึ่งในแต่ละประเภทจะมีรายการตรวจ แตกต่างกันและที่สำคัญ จะมีศัพท์เฉพาะและตัวย่อภาษาอังกฤษซึ่งทุกคนจะต้องพบเมื่อไปพบแพทย์และแพทย์สั่งให้ไปตรวจตามรายการที่กำหนด ปัญหาที่พบคือการไม่ทราบความหมายของตัวย่อดังกล่าว และเมื่อได้รับผลตรวจคืนเราอาจจะทราบเพียงแต่ว่าปกติหรือไม่ปกติ แต่ไม่ทราบว่าผิดปกติด้วยสาเหตุใด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องทราบความหมายของตัวย่อ และผลการตรวจที่พบบ่งบอกถึงภาวะความผิดปกติของร่างกาย เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการดูแลสุขภาพตนเอง ผู้ที่พบว่าผลการตรวจปกติจะต้องไม่ประมาทและควรจะต้องดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ส่วนผู้ที่มีผลการตรวจผิดปกติจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำพร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม ดังนั้นการจะตรวจอะไรบ้างจึงไม่มีเกณฑ์กำหนดที่ตายตัว แต่จากการศึกษาก็แนวคิดของแพทย์สาขาต่างๆ พอจะกำหนดรายการตรวจสุขภาพเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีรายการต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องตรวจ ดังต่อไปนี้
1 การตรวจทรวงอก (chest x – ray) เป็นการตรวจเพื่อดูพยาธิสภาพของปอดและหัวใจ ซึ่งอาจพบโรคต่าง ๆ ดังนี้ เช่น วัณโรค ถุงลมปอดโป่งพอง เนื้องอกในปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจโต บุคคลที่ต้องตรวจทรวงอก คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่ทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมีควันพิษ
2 การตรวจอุจจาระ (stool examination) เป็นการตรวจเพื่อดูลักษณะภายนอกของอุจจาระ เช่น สี ความอ่อน ความแข็ง และตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูความผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ และตรวจหาไข่พยาธิบุคคลที่ควรได้รับการตรวจอุจจาระ คือ บุคคลที่มีปัญหาดังนี้คือ การเลือดออกในลำไส้ ลำไส้อุดตัน เป็นริดสีดวงทวาร หรือท้องผูกเป็นประจำ ท่อน้ำดีอุดตัน มีพยาธิอยู่ในร่างกาย ชอบรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ไม่ชอบสวมรองเท้าออกนอกบ้าน ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งทวารหนัก มีโรค ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ มีโรคลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบเรื้อรัง
3 การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (fasting blood sugar) เป็นการตรวจที่จะทำให้ทราบถึงการเป็นหรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หรือความผิดปกติอื่นที่ระดับน้ำตาลอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่มีผลทำให้ไขมันไตรกลีเซอไรด์และ LDL สูงขึ้น ส่วน HDL จะลดต่ำลง ระดับน้ำตาลปกติในเลือดควรอยู่ในระดับ 60 - 110 mg/dl บุคคลที่ต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด คือบุคคลที่มีปัญหาน้ำหนักตัวมาก หรืออ้วน มีประวัติครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูง ดื่มสุราเป็นประจำ ที่ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะความเครียดเป็นประจำ มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น มือสั่นบ่อย ๆ สตรีที่คลอดบุตรมีน้ำหนักเกิน 4,000 กิโลกรัม นอกจากนี้บุคคลที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ อันเนื่องจาก การมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าที่เกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน ทำให้น้ำตาลกลูโคสที่เกิดจากการย่อยอาหารไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายได้ แม้น้ำตาลในเลือดสูงแต่เซลล์จะมีภาวะขาดน้ำตาล ทำให้เซลล์ต่าง ๆ ส่วนทำงานผิดปกติไป และภาวะที่น้ำตาลในเลือดสูงมากก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาทางปัสสาวะเมื่อปัสสาวะออกมาจึงเกิดภาวะกระหายน้ำ ต่อมาเกิดภาวะเลือดข้น การไหลเวียนของเลือดไม่ดีทำให้เลือดเกิดภาวะเป็นกรด เข้าสู่ระยะช็อค คนไข้อาจมีอาการทางสมองและเสียชีวิต ซึ่งภาวะนี้อาจพบในบุคคลที่มีความผิดปกติดังนี้ คือ เป็นโรคเบาหวาน ต่อมหมวกไตและต่อมใต้สมองผิดปกติ เป็นโรคตับอ่อน ระดับอะดรีนาลิน (adrenaline) ในเลือดสูง ส่วนบุคคลที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากมีการใช้อินซูลินมากเกินกว่าปกติหรือร่างกายเจ็บป่วยรับประทานอาหารไม่ได้ทำให้อินซูลินที่ได้รับเข้าเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายดีจนไม่มีน้ำตาลเหลือพอในกระแสเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ เซลล์ทำงานผิดปกติ ซึม สมองผิดปกติ พิการ และอาจตายได้ อาจพบในบุคคลที่มีภาวะความผิดปกติ คือ มีอินซูลินมากเกินไป ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน มีการฉีดอินซูลินมากเกินไป ร่างกายขาดสารต้านอินซูลิน จึงมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ขาดฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) จากการเป็นโรคตับชนิดเฉียบพลัน หรือเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย.

27 มีนาคม 2552

พระพุทธศาสนาในหลวงพระบาง ประเทศลาว










































































































วันที่ 23 มีนาคม 2552 ผู้เขียนถือโอกาสเดินทางไปประเทศลาวเป็นครั้งแรกเดินทางไปรูป /คนเดียว ได้เริ่มต้นที่จังหวัดขอนแก่นโดยสารรถทัวร์ระหว่างประเทศ ขอนแก่น-เวียงจันทร์ รถออก 8:00 โมงเช้า เดินทางไปถึงสถานีรถเวียงจันทร์ เวลา 11:58 เวลาฉันพอดี ฉันกลางวันเสร็จ ได้เดินทางไปสถานีรถสายเหนือ เพื่อเดินทางไปหลวงพระบาง เมื่อได้ไปถึงสถานีรถสายเหนือ สิ่งแรกที่เห็นคือ รถทัวร์ระหว่างประเทศ เวียงจันทร์- คุนหมิง รู้สึกว่าตะลึงในใจว่าที่เวียงจันทร์มีรถทัวร์ไปคุนหมิง ประเทศจีนเลยหรือ และเป็นรถแอร์ A/C ซะด้วย เมื่อก่อนคิดแต่ว่าถ้าจะไปคุนหมิง ประเทศจีน จะมีแค่ 2 ทางคือเดินทางโดยเครื่องบิน และเดินทางทางรถ คือไปทางเหนือจังหวัดเชียงราย แต่ทางนี้ไปค่อยสะดวกนักเพราะต้องล่องเรือก่อน ส่วนมากจะเป็นเรือสินค้าที่มาส่งสินค้าจากจีนที่มาขึ้นท่าน้ำโขงที่จังหวัดเชียงราย แต่พอได้ไปเวียงจันทร์ ประเทศลาว ถึงกับถึงบางอ้อ ว่าถ้าจะไปประเทศจีนสามารถมาขึ้นรถที่เวียงจันทร์ประเทศลาว ได้เลย ราคาตั๋วไปคุนหมิง 600000-800000 kip/กีบ เท่านั้นเอง เมื่อคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800-3,000 กว่าบาทเท่านั้นเที่ยวเดียว ซึ่งต่อไปในอนาคตคนไทยที่ต้องการไปประเทศจีนเพื่อท่องเที่ยวหรืออะไรก็ตาม หรือขนส่งสินค้าไปประเทศจีน สามารถเดินทางที่ประเทศลาวได้เลย ส่วนตัวเองแล้วเคยเดินทางไป คุนหมิง เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ทางเครื่องบิน เดินทางไปเป็นกรุ๊ปทัวร์ เอาละได้จองตั๋วไปหลวงพระบาง ได้รถเวลา 19:30 น. ราคา 950000 kip/กีบ เมื่อคิดเป็นเงินไทย 300 กว่าบาทเอง เป็นรถแอร์ A/C ปรับนอน เมื่อถึงเวลาขึ้นรถมีชาวต่างชาติเช่นญี่ปุ่น อังกฤษ เป็นต้น เป็นอันว่าไม่ได้เป็นชาวต่างชาติรูป/คนเดียว ที่ได้เดินทางในรถเที่ยวนี้ หรือ Trip นี้ การเดินทางได้บรรยากาศเป็นอันมากเพราะเวลา 22:20 ฝนตกตลอดทาง Trip นี้จึงได้บรรยากาศอีกรูปแบบหนึ่ง ถนนคอนกรีตตลอดสาย มีโค้งหักศอก ประมาณ 100 กว่าโค้ง วิ่งไปได้หน่อยรถก็วิ่งโคงไปตามถนนโคงหักศอกซะด้วย ยิ่งกว่าถนนแม่ฮ่องสอนของเรา แต่ไม่เวียนหัว หรือเมารถ ตลอดทางได้มีคนลาวแนะนำหรือคุยกันบนรถตลอด รถจอดพักเวลา 24:20 น. รถจอดพักให้ผู้โดยสารกินข้าว-เข้าห้องน้ำ 20 นาที ฝนยังตกอยู่ เดินทางถึง หลวงพระบาง ตี 5:20 น. นั่งรอที่สถานีรถบ้านนาหลวง,หลวงพระบางจนถึงเช้า ของวันที่ 24 มีนาคม 2552 เดินออกจากสถานีรถไปยังวัดนาหลวง เดินเอาเพราะอยากชมทิวทัศน์ ตอนเดินได้พบเห็นถนนเส้นหนึ่ง เขียนไว้ว่า ถนนมิตรภาพไท-ลาว ซึ่งเป็นถนนที่ก็สร้างด้วยงบอุดหนุนของประเทศไทย มีธงชาติไทยและธงชาติลาวประดับตามถนนเส้นมิตรภาพ ซึ่งได้ถามคนประเทศลาวบอกว่าวันนี้เป็นวันที่จะมีการเปิดเป็นทางการกับทางการไทย คนประเทศลาวบอกว่าถนนเส้นนี้พระเทพ ของไทยทรงสร้าง และพระเทพทรงสร้างโรงเรียนที่หลวงพระบางอีกด้วย คนประเทศลาวทรงชื่นชมและนับถือพระองค์เป็นอันมาก จะเห็นได้ว่าคนประเทศลาวมีความนับถือสถาบันพระมหากษัตรย์ของไทยเป็นอันมาก (ดูที่รูปถ่ายประกอบ) เดินไปเลยๆก็ถึงวัดนาหลวง ตลอดทางเห็นว่าบ้านแต่ละหลังมีจานดาวเทียมทุกบ้าน ดาวเทียมจากประเทศจีนราคาไม่แพง 1,500-2,000 กว่าบาทเท่านั้น รับชมทีวีไทยได้ทุกช่อง คนลาวชอบชมทีวีไทย เดินไปได้สักพักสายตาเหลือบไปเห็นตลาดจีนซึ่งขายสินค้าที่นำมาจากจีนคนขายก็คนจีน เดินเข้าไปชมหน่อยหนึ่ง จึงเดินทางด้วยเท้าต่อไปยังวัดนาหลวง ถึงวัดนาหลวงได้แนะนำตัวกราบเจ้าอาวาส แล้วเข้าพักในอุโบสถหลังเล็กๆ สงค์น้ำ/อาบน้ำแปรงฟัน น้ำเย็นดีเสร็จแล้วเข้าพักผ่อน พระลาวเหมือนพระไทยเราคือเดินรับบาตรจากญาติโยม ทำวัตรเช้า ได้ทำวัตรเช้าและ ฉันเช้าเสร็จ เดินทางไปในตัวเมืองหลวงพระบางเวลา 8:40 น.(เช้า) เพื่อไปกราบพระธาตุภูศรี เมื่อไปถึงพบกับคณะทัวร์คนไทยสนทนากันพอสมควรได้รับคำชมว่าท่านเก่งมากที่มาคนเดียว การเดินขึ้นพระธาตุภูศรี เหนื่อยพอสมควรเพราะอยู่บนเขาต้องเดินตามขั้นบันไดหลายขั้น เมื่อเดินถึงกราบพระธาตุเสร็จนั่งพักชมวิวเมืองหลวงพระบาง ได้พบกับสามีภรรยาคู่หนึ่งชาวกรีก ได้คุยแลกเปลี่ยนสักพัก เราก็บอกว่ากำลังทำปริญญาเอก อยู่ที่มหาวิทยาลัยมคธ(Magadh University) ประเทศอินเดีย สามีฝ่ายหญิงตอบขึ้นมาว่าฉันรู้จักมหาวิทยาลัยมคธ (Magadh University) เพราะฉันเคยไปอินเดียมาก่อนไปหลายที่ ก่อนจะมาประเทศลาว เคยไปมคธ รัฐพิหาร, มุมไบ, กัตกาต้า โอ้ทำให้เราดีใจมากว่าคนกรีกรู้จักมหาวิทยาลัยมคธ (Magadh University) ได้เวลาแล้วจึงเดินลงจากวัดพระธาตุภูศรี เพื่อไปพระราชวังต่อ ที่อยู่ตรงข้ามกันแต่ปิดเพราะเป็นวันพระวันอื่นจึงชมได้แต่ไม่เป็นไร เพราะจุดมุ่งหมายเราไม่ได้เที่ยวแต่เป็นเพื่อการศึกษาด้านวัฒนธรรม,การศึกษาและพุทธศาสนาของประเทศลาวเป็นสำคัญ ผู้เขียนได้เดินเท้าไปถึงวัดศรีพระพุทธบาท ได้พบกับเณรจำนวนมากสอบถามว่า พระ-เณร กำลังสอบระดับมัธยม 1 ถึง 6 ชื่อโรงเรียนมัธยมสงฆ์วัดศรีพระพุทธบาท เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาแบบบ้านเรา มีงบจากรัฐบาลลาวอุดหนุน มีห้องสมุด มีห้องคอมพิวเตอร์ ครูส่วนใหญ่เป็นฆราวาสที่ส่วนใหญ่จบจากที่ ร.ร. มัธยมสงฆ์ แล้วไปศึกษาต่อปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยของลาวหรือเอกชนจนจบ บางส่วนก็เดินทางมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ประเทศไทย ซึ่งได้รับคำชมจากพระ-เณรประเทศลาวอย่างมากจะเห็นได้ว่าการศึกษาของคณะสงฆ์ลาวในหลวงพระบางเข้มแข็งและมีหลักสูตรที่ดีพอสมควรและการบริหารใช้ได้ มีพระ-เณร เรียนอยู่ประมาณ 800 รูป/คน ซึ่งการศึกษาของพระ-เณร ในหลวงพระบางมีอนาคตสดใสทีเดียว ได้คุยกับผู้บริหารโรงเรียนเสร็จแล้วได้บริจาคเงินช่วยการศึกษาโรงเรียนมัธยมสงฆ์จำนวนหนึ่ง ได้ใบขอบคุณ จึงเดินทางออกจากวัด ถ้าพระผู้ใหญ่ของไทยหรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คิดการไกลคือคิดจะเป็นไปเปิดศูนย์การศึกษาระดับปริญญาตรี -โท ที่เมืองหลวงพระบาง ย่อมสดใสและไปได้ไกลทีเดียว แทนที่จะให้พระ-เณร ประเทศลาวเข้ามาศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในประเทศไทย เราก็ไปเปิดศูนย์ที่เมืองหลวงพระบางเสียเลยเป็นการส่งเสริมพระ-เณร ประเทศลาวได้มีการพัฒนาการศึกษาที่ดียิ่งๆขึ้นได้เรียนรู้ศาสตร์ชั้นสูง พอถึงเวลา 11:30 น. ได้เวลาฉันกลางวันหยุดพักที่ร้านแห่งหนึ่ง ฉันเสร็จแล้วจึงได้เดินทางไปชมน้ำตกกวงสีหรือชีกวง เดินทางไปโดยรถสองแถวเล็กรับจ้างซึ่งเหมา3 คนขึ้นไปถึงจะออกรถเพราะแชร์ค่าโดยสารกันได้ราคาถูกลง ถ้าไปคนเดียวแพง ได้โดยสารไปกับชาวต่างชาติ ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง รถรอรับกลับเข้าเมืองหลวงพระบางด้วยโดยให้เวลาเที่ยวชมนำตก 3 ชั่วโมง ตลอดทางจะมีภูเขาแต่ขาดต้นไม้ เพราะโดนตัดไปหมด จะมีก็แต่ต้นไม้เล็กๆ กลางๆ และมีบ้านเรือนเป็นกลุ่มๆ (ดูรูปประกอบ) ถึงน้ำตกได้เดินเข้าไปชมน้ำตกมีการเก็บตั๋วค่าเข้าไปชมและเล่นน้ำแต่ของพระเข้าไปเที่ยวได้เลยไม่เก็บตั๋วไม่เก็บเงิน ทางเดินสะดวกไปถึงน้ำตก น้ำเป็นสีฟ้าสวยดีซึ่งแปลกมาก ปรกติน้ำที่เกิดจากน้ำตกน้ำจะใสสีเหมือนน้ำธรรมดาทั่วไป แต่น้ำตกที่กวงสีน้ำเป็นสีฟ้าสวยดี มีชาวต่างชาติลงเล่นน้ำมากพอสมควร ได้เจอกับทัวร์คนไทยคุยกันหน่อยหนึ่ง จึงได้เวลาเดินทางกลับเมืองหลวงพระบาง ถึงเวลา 17:15 น. เดินเท้าหาวัดพักกลางคืนได้พักที่วัดห้อเซียง เจ้าอาวาสชื่อครูบาโพธิ์ทอง สุขะวโร ท่านเมตตาให้พักกุฏิเดียวกับท่านแต่คนละห้อง ได้ทำวัตรเย็นที่วัดห้อเซียง มีเณรหลายรูปมาพูดคุยด้วยคุยดีมาก ครูบาโพธิ์ทอง สุขะวโร ท่านก็ได้มาสนธนาด้วย ท่านพูดคุยเรื่อง สังคมเปาะเปื้อน ด้วยยุคโลกาภิวัฒ์และการสื่อสาร เหมือนเทศนาธรรม ได้ถามตอบข้อปัญหากันตลอดได้สาระมาก แล้วประมาณ 20:30 ต่างก็แยกย้ายเข้าที่พัก ถึงเวลาเช้าของวันใหม่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ลุกอาบน้ำแปรงฟัน/สงค์น้ำ พระ-เณร ออกบิณบาตร ทำวัตรเช้ารูป/คนเดียว ฉันเช้ากับครูบาโพธิ์ทอง สุขะวโร ได้เวลาเดินทางออกเดินทางจากวัดฮ้อเซียง เวลา 9:00 น. โดยเดินเท้าไปยังราชวัง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะพอสมควร ชมพระราชวังพอประมาณ แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะโดนเก็บคาเข้าชม ประมาณ 30000 kip/กีบ เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่ด้านนอกอย่างเดียว ได้พบกับสองสาวคนไทยที่ไปกันแค่สองคนอายุประมาณ 20ต้น คุยกันสักพัก แล้วเดินเท้าต่อไปยังวัดเชียงทอง กลางทางได้เจอพอค้าของป่านำน้ำผึ่งเดือน 5 ซึ่งเก็บมาจากป่านำมาขาย มาบีบเอาน้ำผึ่งกันสดๆ อยู่หน้าร้านเอเย่นซี่ตั๋วเครื่องบินและแลกเปลี่ยนเงิน คุณโยมเจ้าของร้านเป็นผู้หญิงวัยสูงอายุ ได้พูดคุยกันนิดหน่อย คุณโยมได้ถวายน้ำผึ่งเดือน 5 มาหนึ่งขวด และได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกัน แล้วเดินเท้าต่อไปถึงยังวัดเชียงทอง ซึ่งมองเห็นอุโบสถเป็นสีทองอร่ามทั้งหลัง สวยมาก เดินชมสักพัก ได้ถ่ายรูปเก็บไว้แล้วเดินทางด้วยเท้า( By Walk) อีกเช่นเดิมกลับไปยังวัดฮ้อเซียง แต่ขากลับได้หยุดแวะที่โรงเรียนประถมหลวงพระบาง เข้าไปดูการจัดการเรียนการสอน ได้พูดคุยคุณครูที่สอน ผู้อำนวยการไม่อยู่ไปราชการ โรงเรียนประถมในหลวงพระบาง หรือในประเทศลาว มีแค่ ประถมศึกษาปีที่ 5 ไม่มีประถม 6 เหมือนบ้านเรา ได้คุยกับคุรครูอยู่สักพักหนึ่งถ่ายรูปร่วมกัน แล้วได้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งอุดหนุนโรงเรียนประถมหลวงพระบาง แล้วเดินเท้ากลับไปยังวัดฮ้อเซียง แต่ขากลับเดินไปเห็นมีถนนให้เลี้ยวซ้าย เลยลองเดินเลี้ยวซ้ายไป เอาละซีพบสองสาวคนไทยเช่ารถจักรยานปั่นรอบเมืองเวียงจันทร์ สองสาวยิ้มและทักทายก่อนปั้นต่อไป เดินเท้าไปได้สักพักสายตาเหลือบไปเห็นตลาดดารา (DARA MAKET)ชื่อนี้จริงๆ เลยลองเดินเข้าไปเป็นศูนย์แสดงสินค้าพื้นเมืองของหลงพระบางมีผ้าถุงไหม และอื่น และมีร้านขายโทรศัพท์มือถือจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่คนขายก็มาจีนเดินทางมาจากเมืองคุนมิง นั้นเอง รถยนต์ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีนเหมือนกัน ได้เวลาพอสมควรจึงเดินทางด้วยเท้า (By Walk) อีกเช่นเคย ถึงเวลา 11:30 น. ได้หยุดรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านส้มตำ ไก่ย่าง ริมน้ำโขง ฉัน/รับประทานเสร็จ จึงได้เดินทาง (By Walk) เหมือนเดิมไปถึงยังวัดฮ้อเซียง สงค์น้ำ/อาบน้ำแก้ร้อน พักผ่อนจนถึง 15:00 น. เตรียมตัวเพื่ออกเดินทางไปยังสถานีรถบ้านนาหลวง ก่อนนออกจากวัดได้พูดคุยกับพระท่านหนึ่ง ท่านคุยดีมาก ท่านชงกาแฟให้ฉัน/ดื่ม คุยกันได้สักพักจนถึง 16:00 จึงได้กราบลาเจ้าอาวาสครูบาโพธิ์ทอง พร้อมบริจาคเงินช่วยเหลือค่าสร้างศาลาไปนิดหน่อย แล้วเดินทางออกจากวัดฮ้ฮเซียง ที่นี้ไม่เดินแล้วนั่งสามล้อเครื่องไปยังสถานีรถบ้านนาหลวง เพราะหนทางไกลสมควร ขึ้นรถไปยังเวียงจันทร์ เพื่อนั่งรถทัวร์ กลับเข้าประเทศไทย ไปถึงสถานีรถบ้านนาหลวง ได้ตีตั๋วกลับเวียงจันทร์ ได้รถเวลา 19:30 น. รถแอร์ A/C VIP นั่งรอรถที่สถานี ได้เจอกับ โยมสองสาวคนไทยที่จะเดินทางกลับไปเวียงจันทร์เพื่อกลับเข้าไทยเหมือนกัน สองสาวได้รถเที่ยวเดียวกัน สรุปว่าขากลับได้กลับกับคนไทยด้วยกัน ขากลับอีกเช่นเคยได้ทอสอบทาง 100 โค้งหักศอก อีกเช่นเคยตลอดทาง รถจอดแวะกลางทางเพื่อรับประทานอาหาร เวลา 24:20 น. ลมแรงฝนตกนิดๆ เดินทางต่อไปยังเวียงจันทร์ กำลังหลับบนรถสบาย รู้สึกว่ารถได้จอดนานพอสมควร จึงเดินลงจากรถ พบรถทัวร์ที่มุ่งหน้าไปเวียงจันทร์เหมือนกัน ที่ออกมาจากหลวงพระบาง เวลา 18:45 น. ตกอยู่ริมทางถนนรถเสียหลักนิดน้อย อยู่ใกล้ๆบ้านคน ไม่ชนเข้ากับอะไรและไม่พลิกคว่ำ ผู้โดยสารยังยิ้มได้ไม่มีบาดเจ็บ ผู้โดยสารช่วยกันยู้รถหรือลากรถเพื่อให้พ้นขี้โคลนซึ่งล้อติดอยู่ (ถนนที่ไปหลวงพระบางไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแม้จะมี 100โค้งหักศอก อย่าได้กังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุตกเหวตกเขาเพราะถนนตัดเข้ามาข้างในลึกมากและมองไม่มีข้างล่าง) ซึ่งทำได้สำเร็จ รถสามารถเดินทางต่อไปได้ แล้วขึ้นรถเดินทางต่อไปถึงเวียงจันทร์โดยสวัสดิภาพ (สะบายดี) ถึงเวียงจันทร์ 6:30 น. ของวันที่ 26 มีนาคม 2552 ล้าช้ากว่าเวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆแต่ไม่เป็นไร ได้เวลาฉัน/รับประทานอาหารเช้าที่เวียงจันทร์ นั่งรถไปยังสถานีสายใต้ เพื่อตีตั๋วรถทัวร์กลับเข้าไทย ได้รถเวลา 14:45 น. ก่อนกลับเวลายังอีกเยอะได้เดินทางไปยังประตูเมืองเวียงจันทร์ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ได้เดินเท้าต่อไปยังวัดธาตุ ถ้าจำไม่ผิด กราบไหว้พระธาตุแล้วเสร็จ มีกรุ๊ปทัวร์คนไทยไปเที่ยวพอสมควร เสร็จแล้วได้เวลากลับไปยังสถานีรถ ที่นี้ไม่เดินแหละนั่งสามล้อเครื่องกลับถึงสถานีรถ ได้เวลาฉัน/รับประทาน อาหารกลางวันที่สถานีรถ นั่งรอจน 14:45 น. เดินขึ้นไปยังรถทัวร์ระหว่างประเทศไทย-เวียงจันทร์ รถวิ่งถึงด้านตรวจคนเข้าเมืองหยุดตีตรา (Passport) เข้าประเทศไทย แล้วเดินทางต่อไปยังจังหวัดขอนแก่นถึงขอนแก่น 18:35 น. ถึงโดยสวัสดิภาพ Trip นี้ใช้จ่ายแค่ 3,000 บาท (ไม่มีแม่ยกถ้ามีสบายอีกเยอะฮิฮิ) ตลอดการเดินทางในเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทร์ ได้ความรู้มากมายและได้ทั้งบุญ เมืองหลวงพระบางจึงเป็นแหล่งพระพุทธศาสนาที่ควรศึกษาอีกที่หนึ่ง (สะบายดีหลวงพระบาง).

18 มีนาคม 2552

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย 200 แห่งทั่งโลก และ 100 แห่งของเอเซีย ปี 2009

ปี 2009 หรือปี พ.ศ. 2552 การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลก ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในการจัดอันดับของ4 International Colleges & Universities เว็บไซต์ http://www.4icu.org ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัย โดยการแบ่งเป็น 200 แห่งทั่วโลก หรือ Top 200 Universities in the world และของเอเซียมี 100 แห่ง หรือ Top 100 Universities in Asia จึงได้นำมาเขียนเพื่อให้ท่านได้รู้ จะแน่นที่มหาวิทยาลัยของไทยเป็นสำคัญ โดยเริ่มจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย 200 แห่งทั่วโลก ดังนี้ 1.Top 200 Universities in the world จะเริ่มตั้งแต่ 10 อันดับแรก 1-7 ส่วนอันดับ 8 เป็นของมหาวิทยาลัยอังกฤษ และอันดับ 9 เป็นของมหาวิทยาลัยของอเมริกา ส่วนอันดับที่ 10 เป็น มหาวิทยาลัยของเอเซีย อยู่อันดับ 10 ได้แก่ Shanghai Jiao Tong University มหาวิทยาลัยของประเทศจีน หนึ่งเดียวของเอเซียที่สามารถไปอยู่อันดับ 10 ได้ แซงทางโค้งมหาวิทยาลัยของในยุโรปไปได้ ขอชื่นชมกับมหาวิทยาลัยของจีนด้วย เราๆท่านๆรู้อยู่แก่ใจว่าค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้นแสนแพง ไม่สนองต่อความต้องการศึกษาของคนทั่วโลกเท่าไร เพราะคนจะเรียนที่อเมริกาได้ต้องมีเงินเยอะ หรือคนรวยนั้นเอง ไม่ค่อยจะเป็นธรรมสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยสักเท่าไรคือคนเงินน้อยนั้นเอง และขัดต่อสิทธิเสรีภาพของอเมริกาอีกต่างหาก เพราะอเมริกามีหลักว่าสิทธิและเสรีภาพของคนต้องเท่าเทียมกันนั้นเอง อเมริกาต้องลดค่าเล่าเรียนให้ถูกลงมากๆจะดีมาก และอเมริกาเองก็ไม่รู้ว่าคนที่มีเงินมากๆที่มีโอกาสไปเรียนที่อเมริกา บางทีก็ได้เงินมาจากธุรกิจผิดกฏหมายต่างๆ เช่นมาจากการค้ายาเสพติด ธุรกิจค้าของเถื่อนและของเทียมเช่นอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ซึ่งในตลาดมีเยอะมากสามารถครองตลาดประมาณ 70%และมีรายได้มโหฬารจนร่ำรวย หรือ น้ำหอม เสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยของอเมริกาจึงเปรียบเป็นที่ฟอกตัวและฟอกเงินของลูกหลานพวกค้ายาเสพติดหรือทำธุรกิจผิดกฏหมายต่างๆของคนทั่วโลก ที่สามารถหลีกเลี่ยงกฏหมายไปได้ อันนี้ไม่นับรวมคนดีๆที่ครอบครัวทำธุรกิจถูกต้องหรือได้ทุนเรียน เพราะคนที่อยากไปศึกษาในอเมริกามีมากแต่ไม่มีโอกาส เพราะอเมริกาตั้งเป้าเรื่องค่าเทอมที่แพงเกินไป เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมของคนทั่วทั้งโลกอเมริกาควรลดค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียนให้ถูกลงมาก เอาละที่นี้ก็ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยของประเทศจีนซึ่งอยู่ในโซนเอเซียเช่นเดียวกับประเทศไทย ที่สามารถอยู่ใน Top 10 ของโลกได้ ส่วนอันดับโลกของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 116 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 172 มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับที่ 196 มหาวิทยาลัยมหิดล ขอแสดงความยินดีกับมหาวิทยาลัยของไทย ที่นี้มาดูมหาวิทยาลัยของประเทศอินเดียที่ผู้เขียนทำปริญาเอกอยู่ อันดับของโลกที่ดีที่สุดของมหาวิทยาลัยอินเดียอยู่ในอันดับที่ 20 หรือ Top 20 In The World ได้แก่ Indian Institute of Technology, Madras และอันดับที่ 27 เป็นของมหาวิทยาลัยอินเดีย ได้แก่ Indian Institute of Technology Bombay ปัจจุบันคือ Mumbai อันดับที่ 35 ได้แก่ Indian Institute of Technology, Kanpur และมหาวิทยาลัยอื่นๆอีก 7 แห่ง มหาวิทยาลัยของอินเดียได้รับการปูพื้นฐานจากประเทศอังกฤษเป็นทุนเดินอยู่แล้ว ฉะนั้นแล้วเรียนอยู่ประเทศอินเดียเหมือนเรียนอยู่ในประเทศอังกฤษหรือในอเมริกาอย่างไรอย่างนั้น เพราะหลักสูตรและภาษาอังกฤษของอินเดียดีมากๆ และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆของโลกและด้วยศักยภาพของอินเดีย และไม่ใช่แหล่งฟอกตัวของลูกหลานค้ายาเสพติดหรือพวกทำธุรกิจผิดกฏหมาย อินเดียไม่ใช่แหล่งที่น่าพิศมัยเพราะความที่อินเดียยังพัฒนา ของพวกเขาเหล่าที่ต้องการไปฟอกตัวและฟอกเงิน แต่ผู้เขียนไม่คิดอย่างนั้นผู้เขียนคิดว่าประเทศอินเดียมีวัฒนธรรม โบราณสถานที่เก่าแก่ และเป็นดินแดนของพระพุทธศาสนา และเป็นต้นกำเนิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก คือมหาวิทยาลัยนาลันทา และเป็นต้นกำเนิดของหมอชีวกฯบิดาเจ้าตำหรับยาสมุนไพร และอื่นๆอีกมากมายในปัจจุบันเช่น ศูนย์อวกาศเมืองสาธิตดาวัน รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย หรือ (Indian Space Research Organisation : ISRO)อินเดียสามารถส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.51 ตามเวลาประเทศไทย และแหล่งคอมพิวเตอร์ หรือ (software)ที่ดีแหล่งหนึ่งของโลก ดังนั้นประเทศอินเดียจึงเป็นแหล่งน่าศึกษาในการหาความรู้มากในด้านต่างๆเช่น ศาสนา วัฒนธรรม โบราณสถาน เทคโนโลยี แห่งหนึ่งของโลก และที่น่าชื่นชมมหาวิทยาลัยของอินเดียคือ ค่าเล่าเรียนไม่แพง ย้ำอีกที่ว่าไม่แพง แต่มากด้วยคุณภาพ ที่สามารถติดอันดับ Top 200 In The World ได้ทั้งหมด 10 แห่ง ของไทย 3 แห่ง ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยของเอเซีย 100 อันดับ หรือ 2.Top 100 Universities in Asia อันดับของมหาวิทยาลัยของไทย ที่ดีที่สุด อันดับที่ 25 ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับที่ 31 มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับที่ 37 มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 41 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงความชื่นชมมหาวิทยาลัยของไทยในที่นี้อีกครั้ง ส่วน อันดับ 1 หรือ Number 1 ได้แก่ Shanghai Jiao Tong University มหาวิทยาลัยเชียงไฮ้ ของประเทศจีน อันดับ 2 ของสิงค์โปร และ 3 ของญี่ปุ่น และมาดูมหาวิทยาลัยของอินเดีย อันดับที่ดีที่สุดคือ อันดับที่ 6 ได่แก่ Indian Institute of Technology, Madras และอันดับที่ 9 ได้แก่ Indian Institute of Technology Bombay อันดับที่ 14 Indian Institute of Technology, Kanpur มหาวิทยาลัยของอินเดียติดอันดับเยอะมากของเอเซีย ดังนั้นจึงขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับมหาวิทยาลัยของประเทศทั้งหลายที่ติดอันดับโลกในที่นี้ ท่านที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม ศึกษาและดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.4icu.org/topAsia/ Last update: 14/03/2009.

06 มีนาคม 2552

พระพุทธศาสนาในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย







อินเดียเป็นแหล่งอารยะธรรมโบราณที่เก่าแก่อีกที่หนึ่งที่น่าศึกษา มีสิ่งที่น่าศึกษาอยู่มากมีศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดียมากมาย ตามที่เรารู้จัก คือ พุทธศาสนา ฮินดู เชน เป็นต้น ความรุ่งเรืองของอินเดียมีมาก่อนสมัยประวัติศาสตร์ และมีเส้นทางสายไหม ที่เป็นเส้นทางค้าขายไปยังโลกตะวันตก ความเจริญของพระพุทธศาสนาเป็นที่ตะหนักแก่ชาวโลกในปัจจุบัน เพราะมีโบราณสถานของพระพุทธศาสนามีมากมายหลายประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน ที่มีโบราณสถานทางพระพุทธศาสนามากมาย แต่ถูกพวกตาลีบัน สั่งทำลาย จนมีการเรียกร้องจากองค์กรต่างๆในโลกให้หยุดกระทำแต่ไม่สำเร็จผล ผลสุดท้าย โบราณสถานถูกทำลายไป แต่สุดท้ายพวกตาลีบัน โดนกองทัพสหรัฐอเมริกาเข้าโจมตีฝ่ายตาลีบัน จนตาลีบันแตกกระจายไป พระพุทธศาสนาได้กระจายไปเกือบทั่วโลก และเข้ามาในไทย สมัยที่รุ่งเรืองคือสมัยสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ในปัจจุบัน ซึ่งมีประจักษ์เป็นโบราณสถานพระพุทธศาสนามากมายในกรุงสุโขทัย จวบจนปัจจุบัน ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเมืองเก่า และศรีสัชนาลัย เป็นต้น พระพุทธศาสนาในอินเดียปัจจุบัน ได้รับการฟื้นฟูจากพุทธศาสนานิกชน จากชาวอินเดียและจากนานาชาติ หนึ่งนั้นคือประเทศไทย แต่ครั้งนี้จะนำเรื่องพระพุทธศาสนา ในรัฐอัสสัม ( Assam) ประเทศอินเดีย มาบอกกล่าวเล่าสิบเป็นบทความเล็กๆดังนี้ ในรัฐอัสสัม มีพระพุทธศาสนาที่เหมือนกับประเทศไทย มีพระ มีวัด มีอุบาสก อุบาสิกา และมีคนไทย แต่เป็นคนอินเดียในปัจจุบัน พูดภาษาไทยได้ อยู่หมู่บ้านชื่อ นำพ่าเก ( Namphake) ที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย นับถือพระพุทธศาสนา มีคนไทยที่เดินทางไปศึกษาพี่น้องคนไทยที่รัฐอัสสัม อยู่บ่อยครั้ง เพื่อศึกษาวิถีชีวิตคนไทยชาว นำพ่าเก ท่าน ส. ศิวรักษ์ ได้เคยไปสัมพัสกับชีวิตจริงของ ชาวไทยนำพ่าเก แล้วนำมาเขียนชื่อว่า ไปเยี่ยมคนไทในรัฐอัสสัม ดังนี้
เรานั่งรถไปไกลจากเมืองศิวะสาคร สู่หมู่บ้านไทผาแก่ ไปที่วัดพุทธศาสนา ตรงกับวันเถลิงศก ๑๕ เมษายน ไปทำบุญร่วมกับคนไทที่นั่น ได้สาดน้ำกัน ได้สรงน้ำพระ ซึ่งมี ๔ รูป เณร ๕ รูป เณรน้อยสวดมนต์ได้คล่องและยาว แต่ตอนสรงน้ำ ชาวบ้านแกล้งรดน้ำบนศีรษะเณรจนเปียกปอน พอชาวบ้านนั่งรับพรพระ เณรก็ออกฤทธิ์ เอาน้ำสาดชาวบ้านให้เปียกโชกไปด้วยเหมือนกัน นับว่าเป็นกันเองอย่างไม่ดัดจริตเอาเลย
ที่วัดนี้ เราเจอคนไทผาแก่ที่เคยทำงานร่วมกับอาจารย์บรรจบ พันธุเมธา ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกทางด้านนี้ ดังเรื่อง กาเลหม่านไต ของท่านเป็นพยาน และได้พบกับคนที่เคยทำงานกับอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อีกด้วย ส่วนคนที่เขียนเรื่องสงกรานต์กับคนไทยในอัสสัมที่สนุกที่สุด เห็นจะได้แก่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งไปกับนายไกรศรี นิมมานเหมินท์ จนไปเกิดอาการขลึกขึ้นอย่างที่อ่านแล้วต้องหัวเราะกลิ้งไปเลย ไม่รู้ว่าศิลปวัฒนธรรม จะเอามาพิมพ์ซ้ำให้ได้อ่านกันอีกหรือไม่ ยังที่สารนาถ ( สังข์ พันธโนทัย) เขียนเล่าสมัยไปรัฐอัสสัมเมื่อกว่าสามสี่ทศวรรษมาแล้ว ก็ยังน่าหามาอ่านกันอยู่อีก ...ที่มา http://www.semsikkha.org/review/.
และอีกคณะที่เคยเดินทางไปศึกษาภาษาไท ที่หมู่บ้านนำพ่าเก ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้นำเรื่องราวของคนไทยเช่นเดียวกับเราที่พูดภาษาไทย แต่ของชาว นำพ่าเก จะเป็นภาษาไทยแท้ๆ ส่วนของคนไทยเรามีคำของบาลีและสันกฤต อยู่มาก ซึ่งเป็นอิทธิพลของพระพุทธศาสนา และแถมหน้าตาเป็นเหมือนกับเรา ถ้าไม่อยู่ที่รัฐอัสสัม เราจะคิดว่าเป็นคนไทยเรานี้เอง ชาวไทยนำพ่าเก นับถือพระพุทธศาสนา มีวัด มีพระ มีเณร แบบบ้านเรานี้แหละ พิธีกรรมเของพระพุทธศาสนามีลักษณะเหมือนกับของไทยไม่แตกต่างกัน ลักษณะภาษาไทย ของชาวนำพ่าเก ในรัฐอัสสัม มีดังนี้
อ้าย คือลูกชายคนโต, ยึ่ ลูกคนที่สอง ,สามลูกคนที่สาม, สี่ ลูกคนที่สี่,ปัญจ ลูกคนที่ห้า,หนุ๊ก ลูกคนที่หก,เจ๊ด ลูกคนที่เจ็ด,แป๊ด ลูกคนที่แปด,เกา ลูกคนที่เก้า, ซิ๊บ ลูกคนที่สิบ , หรือจะใช้เรียกจำนวนนับอื่นๆ ก็ได้
และเมื่อไม่นานมานี้เมื่อเดือนที่แล้วสมเด็จพระเทพ ฯทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมชาวไทย นำพ่าเก อีกด้วย สภาพบ้านเมืองของชาวไทยนำพ่าเก เป็นแบบธรรมชาติๆเหมือนเมืองไทยสมัยก่อนเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ผู้เขียนเองถ้ามีโอกาสจะต้องเดินทางไปศึกษาคนไทย ชาวนำพ่าเก ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดียให้ได้สักครั้งหนึ่ง และศึกษาด้านพระพุทธศาสนาของชาวไทนำพ่าเก ให้ละเอียดอีกอีกครั้งหนึ่ง. ที่มาของรูปและศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับชาวไทยนำพ่าเกที่ http://www.siamensis.org/board/9160.html
......................................................................................................................................