Welcome to my blogspot

ดาวน์โหลดบทความใหม่ (dwnld)...ร.๕ กับการเสด็จประพาสประเทศอินเดีย...ขอขอบคุณบทความดีๆที่มีให้เราๆได้อ่าน เสริมปัญญา เป็นอาหารสมอง และให้ความรู้ที่ดีที่สุด­เพราะกลั่นมาจากปัญญาแท้ๆ wel 2013 come / Happy new year

หยิบข่าวมาบอก:Breaking News

r

26 กุมภาพันธ์ 2555

สมัยการศึกษาแผนโบราณ (ตะวันตก)


ในสมัยโบราณชาวสปาต้าและเอเธนส์ มีความแตกต่างกันอยู่ 2 แบบที่แลเห็นได้ชัดเจน กล่าวได้คือ
1. การศึกษาของชาวสปาต้า
ชาวสปาต้ามีลักษณะเฉพาะ ซึ้งเป็นสมบัติของกรีกเผ่าดอเรียนส์อย่างหนึ่ง คือความเป็นนักรบ ชาวสปาต้าถือว่า คุณธรรมแห่งลูกผู้ชาย อยู่ที่ความเข้มแข็งห้าวหาญอดทน มีไหวพริบ รักชาติ และรู้ระเบียบวินัย การฝึกฝนอบรมของชาวสปาต้า ก็เพื่อให้เป็นทหารที่ดี เพราะถือคติว่า "แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ" ชายชาวสปาต้านั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นทหารตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งนี้การปกครองบ้านเมืองก็ดี ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพลเมืองก็ดีอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า เป็น "รัฐทหาร" (Totalitarian and Militaristic State) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ที่พวกกรีกดอร์เรียนส์อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งทางแหลม Peloponnesus พวกนี้ไม่ยอมอยู่ปะปนกับพวกพื้นเมืองเดิมบังคับให้เสียภาษีและให้ประกอบกิจการงานทุกอย่าง แต่หาได้ให้สิทธิพลเมืองไม่ ทำให้คนพวกนี้ซึ่งเรียกชื่อว่า Perioeci ซึ่งถูกกดขี่ไม่พอใจ มักก่อการกำเริบทำให้พวกสปาต้าต้องคอบปราบปราม นอกจากนี้ก็ยังมีคนอีกพวกหนึ่งเป็นพวกเชลย (Helots) ซึ่งเป็นทาสและทำไร่ไถ่นาหาผลประโยชน์ให้แก่ผู้เป็นนาย สำหรับชาวสปาต้าทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้นนอกจากเป็นทหาร เนื่องจากได้มีบัญญัติซึ่ง Lycurgus นักการเมืองคนสำคัญได้ตั้งไว้ห้ามมิให้ชาวสปาต้าประกอบอาชีพใดเพราะเกรงว่าการเป็นทหารจะเสื่อมลง นอกจากนี้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเีคียงของสปาต้าเองมักจะคอยรบกวน ทำให้ชาวสปาต้าต้องพะวงในการป้องกันตัว โดยเหตุนี้ รัฐบาลของชาวสปาต้าจึงรับหน้าที่ในการฝึกอบรมพลเมืองเพื่อให้เป็นกำลังและให้ความคุ้มครองนครรัฐ ความเข็มแข็งเป็นคุณสมบัติสำคัยประการแรกของชาวสปาต้า พลเมืองทุกคนถือเป็นสมบัติของรัฐ ดังนั้นเด็กเกิดใหม่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจดูร่างกายแข็งแรงจึงจะให้มารดาเลี้ยงไว้ได้ ถ้าปรากฏเด็กอ่อนแอก็จะปล่อยให้ตายเสีย เพราะไม่ต้องการมีพลเมืองที่ไม่แข็งแรง เด็กชายชาวสปาต้ามีโอกาสได้อยู่บ้าน ให้มารดาเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจรรยามารยาท และกล่อมเกลาจิตใจให้ได้ลักษณะของชาวสปาต้าอยู่จนอายุ 7 ขวบเท่านั้น ต่อจากนี้เด้กจะต้องพ้นจากการเลี้ยงดูของทางบ้าน เพราะต้องเข้าไปอยู่ในความควบคุมดูแลและการฝึกฝนซึ่งทางรัฐเป็นฝ่ายจัดขึ้น คือเข้าประจำอยู่ใน "ค่ายยุวชน" (Public Barrack) เป็นเวลา 10 ปี  ในระยะเวลาดังกล่าวเด็กจะถูกอบรมเพื่อให้มีคุณสมบัติของชาวสปาต้าอย่างครบครัน มีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Pacdonomus เป็นผู้ดูแลอบรม เด็ที่ยังเล็กอยู่ก็มีพี่เลี้ยงเรียกว่า Eiren  คอยดูแล เด็กจะได้รับการฝึกฝนให้เคยชินต่อความตรากตรำ ต้องตัดผมสั้น ไปไหนดินเท้าเปล่า ใช้เสื้อผ้าน้ออยชิ้น ปีหนึ่งมีเพียงชุดเดียว เด็กพวกนี้จึงดูสกปรกมอมแมม เด็กต้องถูกหัดให้มีใจคอแข็งแกร่ง ทรหดอดทน มีไหวพริบ รู้จักเอาตัวรอดด้วยวิธี ต่างๆ เช่นเอาตัวไปปล่อยในที่เปลี่ยวให้หาทางกลับบ้านเอง เอาไปทิ้งไว้ให้อดอาหารนอนกลางดินกินกลางทราย ทั้งยังต้องเป็นคนองอาจ ไม่ประหม่าสะทกสะท้านในเมื่ออยู่ต่อหน้าคนหมู่มากโดยฝึกให้กินข้าวกลางตลาด (ย่านชุมนุมชน) และฝึกพูด ในทางร่างกายก็บำรุงให้แข็งแรงล่ำสันโดยการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง กระโด ต่อยมวย มวยปล้ำ หัดระเบียบแถว เล่นฟุตบอล พุ่งแหลน วิชาป้องกันตัว ร้องเพลงรบ เต้นรำ และหัดพละศึกษาเหล่านี้ก็ได้เรียนวินัยไปด้วยชาวสปาต้า ถือว่าการขโมยไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป็นวิธีที่จะเอาตัวรอด แต่ถ้าขโมยแล้วปล่อยให้จับได้กลับเป็นสิ่งอัปยศ ชาวสปาต้าชอบพูดสั้น ห้วน แต่ได้ใจความ แบบที่เรียกกันว่า "Laconic Speech"  
        เมื่ออายุเริ่มเข้า 18-20 ปี ก็เริ่มฝึกวิชาทหาร (War-Training) โดยตรง คล้ายกับเข้าโรงเรียนทหารสมัยนี้นี่เอง เด็กต้องเรียนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี มีการซ้อมรบและการฝึกหนัก และเข็มข้นมากขึ้น เป็นต้นว่าถูกเฆี่ยนตีต่อหน้ามหาชนเพื่อให้รู้จักอดกลั้นต่อความเจ็บปวด พออายุครบ 20 ปี ต้องกล่าวคำสัตย์สาบาน (Oath of Allegiance) หลังจากนี้คือระหว่างอายุ 20-30 ปี ก็มีฐานะเป็นทหารประจำการ ถูกส่งตัวไปตามชายแดน หรือถูกส่งไปทำการรบถ้ามีสงครามเกิดขึ้น พออายุ 30 ปีก็ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองอย่างสมบูรณ์มีภรรยาได้ แต่ต้องประจำกรมกองนานๆ จึงจะได้กลับบ้าน ดังนั้น ชายชาวสปาต้าจึงมีความผูกพันกับครอบครับย้อยมาก คนหนุ่มเหล่านี้ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง และฝึกอบรมเด็กรุ่นต่อไป จนกว่าจะอายุ 60 ปี จึงจะพ้นการเป็นทหารได้ 
        หญิงชาวสปาต้าก็ได้รับการฝึกฝนทางกายในทำนองเดียวกับชาย เพราะนิยมกันว่า หญิงที่แข็งแรงย่อมที่จะให้บุตรที่แข็งแรง ผู้หญิงชาวสปาต้าไม่ค่อยเก็บตัวเหมือนพวกอื่น ออกมาสมาคมกับชายได้สบาย
         ชาวสปาต้าทุกคนจะขาดเสียมิได้ก็คือจะต้องถ่องจำข้อความในบัญญัติของ Lycurgus และกวีนิพนธ์ที่ Homer และ Heriod เป็นผู้แต่ง เฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง LLiad และ Odyssey
         จากการศึกษาดังกล่าวนี้แล้ว ทำให้ชาวสปาต้าเป็นทหารที่ดีเยี่ยม วินัยดี กล้าหาญ รักชาติ และเสียสละเพื่อชาติ และสร้างเกียรติประวัติไว้อย่างสวยงาม ทั้งยังได้ช่วยป้องกันชาติกรีกให้พ้นจากการคุกคามของพวก Persians Laconia กลายเป็นนครรัฐที่สำคัญขึ้นมาอยู่สมัยหนึ่ง ภายหลังสงคราม Peloponesus แต่แล้วชาวสปาต้าก็มิสามารถที่จะรักษาความเป็นใหญ่นั้นไว้ได้ เพราะสปาต้าเตรียมอบรมพลเมืองของตนเหมาะกับมีศึกสงครามเท่านั้น มิได้เตรียมอบรมไว้สำหรับในยามสงบ ทำให้ไม่สามารถรักษาอำนาจ และสร้างความเจริญไว้ได้อย่างถาวร

2. การศึกษาของชาวเอเธนส์
ชาวเอเธนส์ซึ่งเป็นพวกกรีกไอโอนิก (โยนิก) นั้น มีนิสัยใจคอแตกต่างจากพวกสปาต้าเป็นอันมาก พวกนี้เป็นพวกรักอิสระและมักทำตามความคิดเห็นของตนเอง ไม่ค่อยเคร่งต่อระเบียบข้อบังคับและไม่ชอบให้ใครมาวางกฏระเบียบและข้อบังคับอีกด้วย การจัดการศึกษาของเอเธนส์จึงมีลักษณะ จึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับของพวกสปาต้า คือเป็นการศึกษาโดยเสรี (Liberal Education) ซึ่งอธิบายได้ตามนัยดังนี้ 
 1. พลเมืองทุกคนมีเสรีภาพในการให้การศึกษาแก่บุตรของตนเองได้ตามอัตภาพ และตามแต่จะเห็นเหมาะ
 2. รัฐทำหน้าที่ในการควบคุมการศึกษา หาได้อำนวยการศึกษาไม่
 3. การศึกษามีจุดประสงค์ที่จะให้เป็นพลเมืองดี มีความรู้ความสามารถ และจิตเป็นเสรีต่อการที่จะประพฤติตามทำนองคลองธรรม 
โดยธรรมดาแล้วพวกชาวกรีกมักรู้สึกกันว่า การให้การศึกษาแก่บุตรเป็นทั้งหน้าที่และความจำเป็น เพราะการศึกษาเป็นการให้สิทธิพลเมืองแก่บุคคล ถ้าขาดการศึกษาเสียแล้วก็ย่อมขาดสิทธินั้น นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมว่าบิดาคนใดที่ไม่เอาใจใส่ให้การศึกษาแก่บุตร กฏหมายก็อนุญาติให้บุตรพ้นจากพันธะที่จะเลี้ยงดูบิดาในวัยชราได้
การเล่าเรียนเบื่องต้นประชาชนจัดทำเอง โดยมีดรงเรียนราษฎร์เปิดขึ้นทั่วไปทั้งโรงเรียนและครูมีรายได้จากค่าเล่าเรียน ทำให้ฐานะเศรษกิจครูไม่สู้ดีนัก ตามโรงเรียนเหล่านั้นมักจะเรียนกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ และมีระเบียบเข้มงวดไม้เรียวเป็นไม้อาญาสิทธิ์ที่ขาดไม่ได้ทั้งที่โรงเรียนและบ้าน
ระยะเวลาเรียนของเด็กชาวเอเธนส์ แบ่งได้ 3 ตอน คือ
1.การศึกษาเบื้องต้น (8-16 ปี) เข้าโรงเรียนราษฎร์ ซึ่งมี 3 ตอน คือ
   ก.โรงเรียนหนังสือ
   ข. โรงเรียนดนตรี
   ค. โรงเรียนกายบริหาร
2. การศึกษาขั้นเตรียมพลเมือง (Civic Training)
   ก. โรงเรียนพละศึกษา (Gymnassium) อายุ 16-18 ปี เป็นโรงเรียนรัฐ มีการเรียนพละขั้นสูง
   ข. วิชาทหาร (Army Service หรือ Technical period หรือ Ephebic) อายุ 18-20 ปี
   ค. การเรียนวิชาชีพ อายุ 20 ปีขึ้นไป เมื่อพ้นจากการเป็นทหารและได้รับสิทธิเป็นพลเมือง ผู้ใดจะประสงค์เรียนวิชาชีพต่อไป หรือจะออกประกอบอาชีพกิจการงานก็ทำไปตามใจชอบ
   
    ข.การฝึกวิชาทหาร (Technical period หรือ Citizen-Cadet years 18-20 ปี)
รัฐเป็นผู้จัดทำเอง เมื่ออายุ 18 ปี บิดาจะต้องพาบุตรไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ (ขึ้นทะเบียนเป็นทหาร)
ว่าเด็กนั้นกำลังจะรับสิทธิพลเมือง เจ้าหน้าที่จะสอบสวนเด็กหนุ่มนั้นอย่างถี่ถ้วนทั้งกายและนิสัยใจคอ เมื่อปรากฏว่าเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฏหมายจึงจะลงทะเบียนสำมะโนครัวว่าเป็นผู้สืบสกุลนั้นๆ ตอนนี้ผมที่ไว้ยาวก็จะตัดสั้นใส่เสื้อสีดำ และมีอาวุธติดตัวได้เช่น ดาบและโล่ ครั้นแล้วเด็กหนุ่มจะเดินขบวนไปยังเทวสถานประจำเมืองเพื่อกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ (Ephibic Oath) ว่า
1. จะทำการรบเพื่อป้องกันศาสนา และสาธารณะสมบัติ แม้ลำพังตนเองหรือร่วมกับหมู่คณะ
2. จะไม่ทำให้อาวุธเสื่อม
3. จะไม่หนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว
4. จะเคารพเชื่อฟังขุนศาลตุลาการและผู้มีอำนาจ
5. จะเคารพกฏหมาย ระเบียบข้อบังคับ และขนบธรรมเนียมประเพณี และจะป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
6. จะนับถือศาสนาตามเยี่ยงอย่างบรรพบุรุษ
7. จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้น

 จากการอบรมแบบของชาวเอเธนส์จะเห็นได้ว่า มีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ
1. เพื่อให้ยุวชนรู้จักบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม (public usefulness)
2. เพื่อพัฒนาการแห่งตนเอง (individual development)
3. ให้เป็นพลเมืองดี (civic virtues)


เปรียบเทียบการศึกษาแบบสปาต้า และเอเธนส์

มีส่วนคล้ายคลึงกันในข้อที่ว่าเป็นการเรียนโดยกระทำจริง (by doing)และเรียนหนังสือน้อยกว่าทางพละศึกษา และจริยธรรม นอกจากนี้ส่วนใหญ่ของการอบรมมุ่งให้เป็นบุคคลเป็นพลเมืองดี เห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญและพยายามดำรงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของหมู่คณะ ให้อยู่ในศีลสัจ และให้มีชีวิตอยู่โดยง่าย แต่มีระเบียบเข้มงวด

       


อ้างอิง 
ศ.ดร.ธนู แสวงศักดิ์และคณะ ประวัติการศึกษาตะวันตก 2531

29 พฤศจิกายน 2554

ร่วมบุญก่อกุศล ในไทยและอินเดีย




ภาพงานมุทิตาสักการะหลวงปู่พระสุธีธรรมโสภณ อายุวัฒนะ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดเทพากร เขตบางพลัด กรุงเทพฯ วันที่ 7 ต.ค. 2554



พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโต) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ องค์กลาง

พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.๙, Ph.D) 

กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดสามพระยา (ขวาสุด)

 @@@@@@@@

ภาพแสวงบุญ ที่ พุทธคยา นาลันทา วัดเวฬุวัน วัดไทยสิริราชคฤห์ ดาจีลิงค์ 23-30 ต.ค. 2554



 

 ผศ.ดร.วรานนท์  คงสง คณะบดีวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง













ชนเผ่าที่ดาจีลิงค์


goldentips in darjeeling


ขึ้นเครื่องที่ Bagdogra กลับ Kolkata 28 ตุลาคม 2011

กลับไทยแล้วครับ กลับมาถึงผมก็มาเป็นอาสาสมัครช่วยน้ำท่วมพักหนึ่ง



19 กันยายน 2554

รู้เล็กรู้น้อย เรื่อง การสถาปนาทางการทูตเริ่มแรกของ ไทยกับอินเดีย

นับตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จฯ เยือนประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๑๕ (ค.ศ.๑๘๗๒)  ณ เมืองกัลกัตตา แล้วจึงได้เสด็จ ณ เมืองต่างๆอีกเช่น เดลี บอมเบย์ (มุมไบ) ในปัจจุบัน ได้ทรงศึกษาระบบการปกครอง รถไฟ การเพะปลูก ฯลฯ เพื่อนำมาประยุกย์ใช้ในประเทศไทยอีกด้วย 


และหลังจากนั้นมาอีก ๔ ปีต่อมา จึงได้สถาปนา สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ เมืองกัลกัตตา พ.ศ. ๒๔๑๙ (ค.ศ. ๑๘๗๖) โดยมีหลวงสยามกฤตยานุรักษ์ (นาย เอม อาร์ อัมการ์) เป็นกงสุลกิตติมศักดิคนแรก ชื่อของท่านเป็นคนอินเดียแน่นอน ได้เป็นข้าหลวงไทย แต่ถึงกระนั้นที่เมืองบอมเบย์ (มุมไบ) ก็มีสถานกงสุลกิตติมศักดิด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๕ (ค.ศ. ๒๘๗๒) โดยมีกงสุลกิตติมศักดิคนแรก คือ หลวงสยามกิจติการ (นาย G.Percy Leith) ท่านเป็นคนอินเดียอีกเช่นกัน


ครั้นต่อมาประเทศไทยกับอินเดียได้สถาปนาการทูตที่กระชับขึ้นไปอีกเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙o (ค.ศ. ๑๙๔๗) โดยมีท่านถนัด คอมันต์ เป็นอุปทูต และถัดมา มีหลวงพินิจอักษร เป็นอัครราชทูต ความสัมพันธ์ไทยกับอินเดียมีมากยิ่งขึ้นถึงกับยกระดับความสัมพันธ์เป็นเอกอัครราชทูต เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ (ค.ศ.๑๙๕๑) โดยมีเอกอัครราชทูตไทยคนแรกคือ ท่าน พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ประจำ ณ อินเดียเป็นท่านแรก ในส่วนของสาธารณรัฐอินเดียได้แต่งตั้งท่าน ภัควัต ดายัล ( Bhagwat Dayal) ดำรงตำแหน่งอุปทูตประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙o (ค.ศ. ๑๔๗๕)

และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยมีอินเดียที่มีวัฒนธรรมที่ยาวนานที่ไทยเรารับมาเช่น ภาษา ศาสนา  ฯลฯ ผู้เขียนไปอินเดียครั้งแรกเมื่อ ปี ๒๕๔๙ และเป็นนักศึกษาปริญญาเอก เคยได้ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษาไทยในอินเดียหลายครั้ง เช่นที่ มหาวิทยาลัยเดลี,มหาวิทยาลัยปันจาบ,มหาวิทยาลัยมคธ,มหาวิทยาลัยปูนา,มหาวิทยาลัยพาราณาศี โดยนำวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ คือดนตรีไทย รำไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นการแสดงและแลกเปลี่ยนกิจกรรมกันระหว่าง มหาวิทยาลัยกับนักศึกษาชาวต่างชาติ ซึ่งในงานจะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ โดนมีคณาจารย์ต่างๆของอินเดียและนักศึกษาชาวต่างชาติและอินเดียและแขกที่มาร่วมงาน ทำให้เห็นว่ากลุ่มนักศึกษาไทยในอินเดียมีบทบาทไม่น้อยในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในอินเดียและชาติอื่นๆ โดยการจัดกิจกรรมครั้งหนึ่งนักศึกษาไทยในอินเดียจะร่วมกันออกทุนทรัพย์ในการจัดงานขึ้นเอง+กับค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักมาร่วมงานที่นักศึกษาไทยจัดขึ้นของแต่ละมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาไทยศึกษาอยู่และเงินสนับสนุนของกงสุลไทยในอินเดียบางส่วน  จึงบอกได้ว่าเป็นการปิดทองหลังพระอย่างแท้จริงของกลุ่มนักศึกษาไทยในอินเดีย ที่ร่วมกันเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก.

อ้างอิง
วารสารอินเดียศึกษา ปีที่ 5, 2543 มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์






                        
                           Happy Trip on 18 Aug-24 2011 Kolkata ,Bihar Gaya



25 สิงหาคม 2554

สวัสดีอินเดีย...Namaskar India

Happy trip on 18-24 Aug 2011
เรียนพูดภาษาฮินดีกันเถอะ
ประเทศอินเดียมีภาษาพูดที่แตกต่างกันมากมาย ในกลุ่มคนต่าง ๆ กัน มีภาษาอย่างน้อย 30 ภาษา รวมถึงภาษาย่อยอีก 2,000 ภาษาด้วย รัฐธรรมนูญอินเดียได้กำหนดให้ภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ เป็นสองภาษาที่ใช้ในการติดต่อกับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ยังได้กำหนดภาษาอื่น 22 ภาษาเป็น ภาษากำหนด (scheduled languages) ซึ่งเป็นภาษาที่รัฐต่าง ๆ สามารถนำไปใช้สำหรับการปกครองได้ รวมถึงเป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาล

ประเทศอินเดียนับได้ว่ามีภาษาพูดมากที่สุดประเทศก็ว่าได้ ผมไปอินเดียทุกครั้งผมจะต้องไปเรียนภาษาฮินดีกับเจ้าของภาษาของเขา ที่นี้ผมก็จะเอาฝึกสอนท่านเรียนดูบ้างเพื่อท่านมีโอกาสได้ไปประเทศอินเดีย แล้วใชู้พูดกับเจ้าของภาษาเขานะครับ คำง่ายๆที่สำคัญ

1.สวัสดีครับ/ค่ะ : นามัสเต
2.คุณชื่ออะไร   :  อาฟปะนังเกียแฮ
3. ห้องน้ำอยู่ที่ไหน : Toilet ซอจาเลกาฮาแฮ
4. รถไฟจะมากี่โมง : Tran กิตตะนะบัตเยอาเกกา
5. รถไฟจะจอดชานชลาอะไร : Tran กิต Numbre ปาลาอาเอกา
6.ฉันต้องการจะซื้อน้ำ : แม้ปานีคะลีดุงกา
7.ราคาเท่าไร : กิตตะนะกิมมัสแฮ

แต่ถ้าจะบอกรักผู้หญิงอินเดียสักคนก็ต้องคำนี้เลย 
ผมรักคุณ : แม้เบียกาตาฮู


แต่ถ้าเห็นผู้หญิงอินเดียสวยๆสักคนก็พูดไปเลยว่า
ทำไมคุณสวยจัง : อาฟปาหุตสุนทรีแฮ


นำมาฝากกันให้ท่านได้เรียนพูดนะครับ



18 กรกฎาคม 2554

สาระเบาๆ เล่าสู่กันฟัง เรื่อง คำสอนขงจื่อ

เมื่อ ปี 2006 มีหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง เรื่อง 于丹《论语》心得 หรือ"บันทึกการอ่านคำสอนขงจื่อ" แต่งโดย 于丹 (อวี๋ตัน) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เป็นการตีความคำสอนของขงจื่อจากมุมมองของคนสมัย ใหม่ โดยใช้ภาษาง่ายๆ เน้นที่การประยุกต์ใช้คำสอนเหล่านั้นให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนจีนปัจจุบัน และแนะนำการใช้คำสอนมาแก้ปัญหาสังคม หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือขายดีในเวลาอันรวดเร็ว ในวันแรกที่จำหน่าย เพียงแค่ร้านหนังสือร้านเดียวก็ขายได้ถึง 12,600 เล่ม และมียอดขายรวมเกิน 5 ล้านเล่มในเวลา 2 ปีหลังวางแผง ความนิยมของประชาชนที่มีต่อหนังสือเล่มนี้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมว่า ทำไมกระแสนิยมขงจื่อจึงได้มาแรงมากในสังคมจีนปัจจุบัน ก่อนที่เราจะค้นหาคำตอบกันนั้น แนนขอแนะนำประวัติคร่าวๆ ของขงจื่อและยกตัวอย่างคำสอนบางส่วนมาให้เพื่อนๆ อ่านกันก่อนค่ะ

ขงจื่อ ชื่อจริงว่า ข่งชิว ฉายา จ้งหนี เป็นชาวแคว้นหลู่ (ปัจจุบันคือเมืองชวีฝู่ ในมณฑลซานตง) เกิดเมื่อประมาณ 551 ปีก่อนคริสตศักราช ขงจื่อมีนิสัยใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก และได้เริ่มเข้าทำงานราชการเมื่ออายุ 18 ปี เนื่องด้วยความฉลาด ขยันขันแข็ง ซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ขงจื่อได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนได้รับ แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการฉางหลวง (ธนาคารข้าว) แต่ในระหว่างรับราชการนั้น ขงจื่อได้เห็นความเหลวแหลก ความไม่ยุติธรรมของข้าราชการ ทำให้เขาคิดแก้ไขความเหลวแหลกทั้งหลายในแผ่นดิน และเริ่มแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ต่อมาในปี 517 ก่อนคริสตศักราช เกิดความวุ่นวายขึ้นในแคว้นหลู่ ขงจื่อจึงหลบภัยไปรับราชการอยู่ที่แคว้นฉี ประกอบกับผู้ครองแคว้นฉีมีความสนใจในเรื่องการบ้านการเมือง ต้องการจะปกครองผู้คนด้วยความผาสุก ขงจื่อจึงมีบทบาทสำคัญทางการเมือง และได้วางหลักการปกครองไว้ว่า "รัฐบาลที่ดี ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ปกครองจริงๆ เสนาบดีต้องทำหน้าที่เสนาบดี พ่อต้องทำหน้าที่ของพ่อ ลูกต้องทำหน้าที่ของลูก"
ขงจื่อเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิหรู ซึ่งเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตและการปกครองที่เน้นเมตตาธรรม และมีลูกศิษย์ 3,000 คน เมื่ออายุ 55 ปี ขงจื่อเริ่มพาลูกศิษย์ตระเวนไปยังแคว้นต่างๆ เพื่อเผยแพร่หลักรัฐศาสตร์ของเขา แต่สิ่งที่ขงจื่อสอนไม่ได้เน้นที่เนื้อหาการเมืองเท่านั้น แต่เขายังเน้นการจรรโลงประเทศให้มีความเจริญด้วยศีลธรรม อีกทั้งยังตั้งโรงเรียนขึ้นมาสอนจริยธรรมและวัฒนธรรมอย่างจริงจัง จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล หลังจากที่ขงจื่อล่วงลับไปแล้ว ลูกศิษย์ของเขาได้รวบรวมคำสอนและหนังสือที่ขงจื่อแต่งขึ้นมาเป็นคัมภีร์หลัก ของลัทธิ และได้สืบทอดเผยแพร่หลักจริยธรรมของขงจื่อกันเรื่อยมา จนหลักคำสอนของขงจื่อได้ฝังรากลึกลงในแนวคิดของคนจีน และมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้ขงจื่อเป็น 1 ใน 10 บุคคลที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมของโลก 

สำหรับคำสอนของขงจื่อนั้น มีจำนวนมากมาย เนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาตนเอง การเข้าสังคม การเมือง การคบเพื่อน คุณธรรมและความกตัญญู แนนขอนำบางส่วนมาแนะนำให้กับเพื่อนๆ ดังนี้ค่ะ
1. สุภาพชนควรมีความรู้กว้างขวางหลายด้าน
君子不器。
2. จงขยันเรียนรู้อย่างไม่รู้จักเพียงพอ และสั่งสอนผู้อื่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
学而不厌,诲人不倦。
3. หากเรียนหนังสือแต่ไม่รู้จักใช้สมองคิดพิจารณาก็จะพบกับความสับสน หากมัวแต่เพ้อฝันแต่ไม่รู้จักหาความรู้ใส่ตนก็จะอยู่แต่ในวังวนแห่งความคิด อันอันตราย
学而不思则罔,思而不学则殆。
4. หากตอนเช้าได้รู้แจ้งถึงสัจธรรมแล้ว คืนนั้นแม้ตายก็นอนตาหลับ
朝闻道,夕死可也。
5. กาลเวลาที่ผ่านไปก็เหมือนสายน้ำที่ไหลไปอย่างไม่หยุดยั้ง
逝者如斯夫!不舍昼夜。
6. คนที่มีความรู้สู้คนที่ชอบการเรียนรู้ไม่ได้ คนที่ชอบการเรียนรู้สู้คนที่เรียนอย่างมีความสุขไม่ได้
知之者不如好之者,好之者不如乐之者。
7. ติเตียนตนเองให้มาก และติเตียนผู้อื่นให้น้อย เช่นนี้ย่อมจะหลีกเลี่ยงความแค้นเคืองกันได้
躬自厚而薄责于人,则远怨矣。
8. สิ่งที่ตนเองไม่อยากทำหรือไม่อยากได้ ก็อย่ายัดเยียดให้กับผู้อื่น
己所不欲,勿施于人。
9. อย่าเพียงแต่ฟังแค่ลมปาก การจะเชื่อถือบุคคลใดยังต้องพิจารณาพฤติกรรมของเขาด้วย
听其言而观其行。
10. คนที่ฉลาดจะไม่ทำผิดต่อผู้อื่น และจะไม่ผิดคำพูดของตนเองเช่นกัน
知者不失人,亦不失言。
11. ถ้ารักเขา ต้องไม่ปล่อยให้เขาเอาแต่สบาย
爱之,能勿劳乎?
12. หากรู้จริงพึงบอกว่ารู้ หากไม่รู้พึงบอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือวิถีของปัญญาชน
知之为知之,不知为不知,是知也。
13. ผู้ที่ไม่รักษาสัจจะวาจา จะเข้าสังคมได้อย่างไร
人而无信,不知其可也。
14. การไม่กล้ายืดอกทำสิ่งที่เป็นธรรม นั่นแหละคือความขี้ขลาด
见义不为,无勇也。
15. การเคารพนับถือบิดามารดาและรักใคร่ปรองดองในหมู่พี่น้อง เป็นพื้นฐานของความรักใคร่เมตตาต่อผู้อื่น
孝弟也者,其为人之本与? 

อ่านคำสอนของขงจื่อมาจนถึงตรงนี้ เพื่อนๆ พอจะได้คำตอบของคำถามในตอนต้นบทความหรือยังคะ ว่าทำไมกระแสนิยมขงจื่อจึงได้มาแรงมากในปัจจุบัน โดยส่วนตัวแล้ว แนนคิดว่าปัจจัยมีอยู่ 2 อย่างค่ะ ปัจจัยพื้นฐานก็คือ ปรัชญาความคิดของขงจื่อได้ฝังลึกอยู่ในสังคมจีนมานานหลายศตวรรษ และในปัจจุบันก็ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวจีนในหลายๆ ด้าน ส่วนปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นก็คือ สภาวะสังคมจีนยุคปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้คนตกอยู่ในภาวะแก่งแย่งกันทางวัตถุ สภาวะเช่นนี้ทำให้ชาวจีนโหยหาความสงบทางจิตใจ และหนทางแก้ไขปัญหาอย่างปรองดอง ถ้อยคำทั้งหลายของขงจื่อ ที่เป็นคำสั่งสอนแบบพื้นๆ เน้นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและหลีกเลี่ยงการเอารัดเอา เปรียบในสังคม จึงกลายมาเป็นหนึ่งในวิธีตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้.
แนน

ที่มา: Chaina radio international , เข้าเมื่อ 18/7/2554

23 มิถุนายน 2554

A banana a day keeps the doctor away

กล้วย มีน้ำตาลธรรมชาติถึง 3 ชนิดเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ซูโครส(Sucrose), ฟรุคโตส(Fructose) และ กลูโคส (Glucose) รวมไปถึงพวกไฟเบอร์หรือเส้นใยต่างๆ ซึ่งทำให้กล้วยกลายเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ได้ทันที จากการวิจัยพบว่า กล้วยเพียงแค่ 2 ลูกก็ให้พลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานอย่างหนักเป็นเวลา 90 นาทีได้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่กล้วยเป็นผลไม้คู่กายอันดับหนึ่งของพวกนักกีฬาชั้นนำระดับโลก นอกจากกล้วยจะให้พลังงานมากมายแล้ว กล้วยยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเพิ่มความแข็งแรง สมบูรณ์ให้กับร่างกายของเราได้อีกด้วย อาทิเช่น
โรคซึมเศร้า
จากการสำรวจโดย MIND ในกลุ่มของผู้ที่มีอาการซึมเศร้า หลายๆคนรู้สึกดีขึ้นเมื่อทานกล้วยเข้าไป นี่เป็นเพราะว่ากล้วยมีส่วนประกอบของ Tryptophan ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของเราจะเปลี่ยนให้เป็น Serotonin ที่รู้จักกันดีว่าจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น  
PMS (Premenstrual Sysdrome - อาการแปลกๆที่ผู้หญิงเป็นก่อนมีประจำเดือน
ลืมการกินยาไปได้เลย - กินกล้วยกันดีกว่า กล้วยมีส่วนประกอบของวิตามิน B6 ที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ของคุณด้วย
โรคโลหิตจาง
กล้วยมีธาตุเหล็กอยู่มาก ทำให้มันสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยรักษาอาการโลหิตจางได้
โรคเกี่ยวกับความดันโลหิต กล้วยมีโปแตสเซียม (Potassium) สูงมากในขณะที่มีเกลือต่ำ ทำให้มันเป็นผลไม้ที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการกับความดันเลือด มันให้ผลดีขนาดที่ว่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกายอมให้โรงงานผลิตกล้วยกล่าวอ้างได้ว่ากล้วยช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกี่ยวกับความดันโลหิตได้
 ยุงกัด
ก่อนที่จะไปหยิบเอายาทายุงกัดมาใช้ ลองเอาผิวด้านในของเปลือกกล้วยมาถูๆบริเวณที่ยุงกัดดู หลายคนพบว่ามันช่วยลดอาการบวมและคันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
พลังสมอง
นักเรียนกว่า 200 คนของโรงเรียน Twickenham กินกล้วยพร้อมอาหารเช้า ช่วงพัก และอาหารกลางวันเพื่อช่วยเพิ่มพลังสมองในการสอบของปีที่ผ่านมา จากการวิจัยพบว่ากล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโปแตสเซียมนี้ช่วยให้นักเรียนรู้สึกตื่นตัวมากขึ้นทำให้เรียนได้ดีขึ้นในที่สุด
โรคท้องผูก
กล้วยมีไฟเบอร์สูงช่วยให้ลำไส้ใหญ่ของเรากลับมาทำงานได้เป็นปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาพวกยาถ่ายต่างๆอีกต่อไป
อาการแฮงค์ (เมาค้าง)
หนึ่งในวิธีรักษาอาการแฮงค์ให้เร็วที่สุดก็คือการกิน Banana milkshake ผสมน้ำผึ้ง กล้วยช่วยให้กระเพาะอาหารของเรากลับมาอยู่ในสภาพปกติ น้ำผึ้งช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และนมจะช่วยเพิ่มน้ำให้กับร่างกายของคุณได้ด้วย  
อาการเจ็บเสียดหน้าอก
กล้วยช่วยให้เกิดปฏิกริยาในร่างกายที่จะไปหักล้างพวกกรดในกระเพาะอาหารที่มีเยอะเกินไปได้ (กรดพวกนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บเสียดที่หน้าอก) การกินกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดนี้ได้
Morning Sickness (อาการคลื่นไส้และอาเจียนเวลาตื่นนอนตอนเช้า จะเป็นมากในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ระยะแรก
การกินกล้วยเป็นของว่างระหว่างมื้อจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ซึ่งสามารถช่วยลดอาการ morning sickness ได้
ระบบประสาท
กล้วยมีวิตามิน B สูงซึ่งมีช่วยในการทำงานของระบบประสาทของเรา
 น้ำหนักเกินเพราะการทำงาน
จากการศึกษาของสถาบันด้านจิตวิทยาในออสเตรียพบว่าความกดดันที่เกิดจากการทำงานนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี เช่น ช็อคโกแลตและมันฝรั่งทอด เมื่อพิจารณาผู้ป่วยกว่า 5000 คน นักวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่ทำงานที่มีความกดดันสูง รายงานนั้นสรุปว่าถ้าต้องการหลีกเลี่ยงการกินอย่างไม่ยั้งคิด เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยเลือกทานของว่างที่มีคาร์โบไฮเดรตเยอะๆ ทุกสองชั่วโมง ... จะอะไรซะอีก...ก็ กล้วยไง

โรคแผลในกระเพาะอาหาร
กล้วยเป็นอาหารที่ใช้ต่อสู้กับอาการผิดปกติต่างๆในระบบทางเดินอาหารได้เนื่องจากกล้วยมีผิวสัมผัสที่นุ่มและลื่น กล้วยเป็นผลไม้ชนิดเดียวที่สามารถทานได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง กล้วยยังช่วยปรับภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหารให้กลับสู่ปกติได้ รวมทั้งช่วยลดอาการระคายเคืองเพราะกล้วยจะช่วยเคลือบผิวของกระเพาะอาหารได้
ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
หลายๆท้องถิ่นเห็นว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่ช่วยทำให้ทั้งอุณหภูมิร่างกายและอารมณ์ของคนที่กำลังจะเป็นแม่เย็นลงได้ ในประเทศไทย ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักจะทานกล้วยเพื่อให้แน่ใจว่าลูกของพวกเธอจะเกิดมาด้วยอุณหภูมิที่เย็น
Seasonal Affective Disorder (SAD)
กล้วยช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้เพราะมันมีสารประกอบ Tryptophan ที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์
การสูบบุหรี่
กล้วยยังสามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ด้วย กล้วยมีวิตามิน B6 และ B12 รวมไปถึงโปแตสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากผลของการเลิก นิโคตินได้  
ความเครียด
โปแตสเซียมคือวิตามินแห่งชีวิต มันช่วยให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ช่วยในการส่งออกซิเจนไปยังสมอง และยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายด้วย เมื่อเราเครียด อัตราการเผาผลาญพลังงานของเราจะเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้ระดับโปแตสเซียมในร่างกายลดลง ปัญหานี้แก้ได้โดยการทานกล้วยซึ่งมีโปแตสเซียมอยู่เยอะ
โรคเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน (Stroke)
จากการวิจัยของ The New England Journal of Medicine พบว่าการกินกล้วยเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงของการตายเพราะเส้นเลือดอุดตันได้ถึง 40 % 


กล้วยมีประโยชน์ในด้านการรักษาโรคต่างๆมากมายแค่ไหน ถ้าเทียบกับแอปเปิ้ลแล้ว กล้วยให้โปรตีนมากกว่าถึง 4 เท่า ให้คาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า ให้ฟอสฟอรัสเป็น 3 เท่า ให้วิตามิน A และธาตุเหล็กมากถึง 5 เท่า รวมไปถึงให้วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆมากกว่าถึง 2 เท่า นอกจากนี้กล้วยยังมีโปแตสเซียมสูงและเป็นผลไม้ที่ให้คุณค่ามากที่สุดอย่างหนึ่ง ดังนั้นมันอาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนประโยคยอดฮิตอันหนึ่งให้กลายเป็น A banana a day keeps the doctor away
ไม่น่าเชื่อเลยเนาะว่ากล้วย...ผลไม้ธรรมดาๆที่เราเห็นมาตั้งแต่เกิดเนี่ย จะมีประโยชน์มากมายขนาดนี้

22 พฤษภาคม 2554

3x8=23 =ช่วยชีวิตคนหนึ่ง ตามคุณธรรมขงจื้



เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า
จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ
ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”
เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น
เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป
ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป
พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่
จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด
คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง
พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก
เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่
จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”
เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน
ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก
หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม


ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)


ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด