01 มีนาคม 2554
Study India อินเดียศึกษา เรื่อง IT ด้านการพัฒนาศึกษา
05 กุมภาพันธ์ 2554
ปรัชญาพุทธกับคนรัก (ที่ไม่รักเรา)
มีหญิงสาวคนหนึ่งผิดหวังในรักเนื่องจากคนรักของตนได้มาทิ้งไป
จึงกำลังจะฆ่าตัวตาย
ขณะนั้นเอง
มีพระธุดงส์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าจึงได้กล่าวให้สติกับสีกา ว่า
"โยมจะทำอะไรรึ"
หญิงสาวตอบ
"อิชั้นจะฆ่าตัวตายเพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
มีแฟนๆ ก็มาทิ้งไปเจ้าค่ะ"
พระธุดงส์จึงได้เทศนาให้หญิงสาวฟังว่า
"เหตุใดโยมจึงต้องเสียใจเล่า
ในเมื่อคนที่ควรจะเสียใจควรจะเป็นแฟนของโยมสิ"
หญิงสาวหยุดคิดและถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า
"ทำไมล่ะเจ้าคะ"
พระธุดงส์ตอบว่า
"ในเมื่อโยมมิได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไปเลยน่ะสิ"
หญิงสาวตั้งใจฟังพระธุดงส์แล้วก็ตอบกลับไปว่า
"ไม่จริงหรอกค่ะ ดิชั้นสูญเสียแฟนอันเป็นที่รักยิ่งไปนะเจ้าค่ะ"
พระธุดงส์ตอบ
"โยมได้สูญเสียคนที่ มิ ได้รักและห่วงใยโยม
ซึ่งจะมีค่าอันใด
แต่แฟนโยมซิ ที่สูญเสียคนที่รักและห่วงใยเค้าเช่นโยม
ใครควรจะเสียใจกว่ากันล่ะโยม"
29 ธันวาคม 2553
WE ARE IN BODH GAYA
I wish you Merry Christmas and a Happy New Year 2011. Let the coming year be prosperous joyful for all of us. With my warm wishes.
ผมกับท่านอาจารย์ดร. ปลัด ท่าน ร.ศ. ดร. ประศาสตร์ บุญสนอง มหาวิทยาลัยนเรศวร ดร.นพดล และพี่ดา ได้เดินทางไป เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดียด้วยกันเมื่อ วันที่ 18-21 ธ.ค. 2553 ไปถึงเมือง Kolkata เที่ยงวันพอดี พวกเราจองตั๋วรถไฟ เพื่อไปยังปลายทางคือเมืองพุทธคยา เวลา 6โมงเย็น ไปถึง เที่ยงคืนพอดี เราเข้าพักที่วัดไทยมคธ คณะของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ช่วงนี้อากาศอินเดีย หนาวเย็นมาก ครับ ท่านใดที่จะเดินทางไปช่วงนี้ขอให้เตรียมยาลดไข้ เสื้อกันหนาวหนาๆไปด้วยครับ
มหาปราสาทเจดีย์ พุทธคยา
จุดประสงค์การเดินทางในครั้งนี้
2.รับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมคธ จัดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ผู้มอบปริญญาให้ คือ ท่าน ดร.มหา มหีน ผู้ว่าการรัฐ Bihar
การรับมอบปริญญาจัดกันขึ้นที่สนามกีฬา มหาวิทยาลัยมคธ ทุกระดับชั้น ที่เข้ารับ มีบัญฑิต ชาวอินเดีย และไทย พม่า เวียดนาม และชาวอัฟกานิสถาน 1 ท่าน ทีได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ผมได้ฟังท่าน ดร.มหา มหีน ผู้ว่าการรัฐพิหาร เป็นผู้มอบปริญญาบัตร แปลความเป็นภาษาไทยได้บางตอน ดังนี้ ผมมี
ความยินดีกับบัณฑิตทุกท่าน ที่ท่านอุตสาหะ คือขยันใส่ใจความรู้ จนสำเร็จดังที่ตัวท่านเองมุ่งมั่น โดยเฉพาะนักศึกษาจากต่างประเทศ เช่นประเทศไทย เวียดนาม พม่า ภูฐาน ที่ท่านได้จากบ้านต่างเมืองมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย จนสำเร็จการศึกษาระดับต่างๆเป็นที่น่าชื่นชม และขอให้ท่านได้ประสบความสำเร็จทุกๆด้าน และสาขาวิชาพระพุทธศาสนา ลึกซึ้งมากกว่าสาขาฟิสิกส์ (Physics) โดยการรับรองจาก อัลเบิร์ตไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ ระดับโลก ที่ยอมรับในพระพุทธศาสนาในเรื่องหลักคำสอนและปฏิบัติ ว่ายอดเยี่ยม ที่สุด วิชาพระพุทธศาสนาจะต้องเข้าไปสอนในทุกหลักสูตรเช่น ระดับประถม มัญยม และระดับอุดมศึกษา สอนกันจริงๆจังๆ ??? ประมาณนี้ครับ
วันรับปริญญา ลงทะเบียนครับ ซ้ายมือ ข้างๆผมครับ ท่าน ดร.สุธน อินทนกำเนิด
เมือ่รับปริญญาเสร็จแล้วพวกเราก็จะต้องเตรียมตัวเดินทางกลับ Kolkata เพื่อกลับประเทศไทย พวกเราเหมารถไปส่งที่ Kolkata ครับ ไปถึงตอนเช้า เครื่องออกเที่ยงวัน แต่ผมกับ ดร.นพดล จะต้องต้องพัก 1 คืน ที่ Kolkata เพราะเที่ยวกลับ เป็นวันที่ 22 Dec 2010 ผมกับท่าน อาจารย์ ดร.นพดล พักกันที่วัดเบงกลอครับ และปีใหม่ 2554 @ 2011 ขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรมก็ให้สมความมุ่งมั่น และปีใหม่นี้ผมกับแม่บุญธรรม แม่ๆ พี่ๆ สมาคมแต้จิ๋ว จะไป Count Down 2010 กันที่เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี และกลับมาผมจะพาพ่อวิสา คุณพ่อผม เลี้ยงท่านหนึ่งโต๊ะครับ ขอให้ระมัดระวังอุบัติเหตุดื่มไม่ขับ สุราดื่มน้อยเป็นยาบำรุงร่างกาย ดื่มมากให้โทษครับ.
18 พฤศจิกายน 2553
พระในบ้าน คือ พ่อ แม่ ที่ควรบูชายิ่งด้วยหัวใจ
และเที่ยวบินมหากุศล วันที่ 13 ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักที่ประทับ หน่วยบินเดโชชัย 3 ถึงห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากนั้นเสด็จฯไปที่หลุมจอดจี 4-5 เตรียมเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ชื่อ“ศรีสุราษฏร์” เที่ยวบินทีจี 8842 ซึ่งเป็นเที่ยวบินพิเศษมหากุศล เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำคณะพุทธศาสนิกชนและแขกผู้มีเกียรติ เดินทางไปกราบสักการะสังเวชนียสถาน ณ ตำบลคยา(สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้) สาธารณรัฐอินเดีย ระยะทาง 1,114 ไมล์ นับเป็นเที่ยวบินมหากุศล นับเป็นพระปรีชาของพระท่าน และนับเป็นเกียรติแก่นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย ที่ได้เข้าเฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
พ่อ คำนี้เป็นคำที่ยื่งใหญ่ พอเราเกิดมาคำพูดแรกของลูกๆที่พูดได้พูดเป็นก็คือ พ่อ และ แม่ บุญคุณของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่ ที่ลูกๆต้องนึกถึงไว้ในใจตลอดเวลา และทดแทนพระคุณท่านด้วย น้ำคำที่เย็นๆ และการกระทำ คือการดูแลท่านให้ดี อย่าให้ท่านหิว อย่าให้ท่านทุกข์ใจ ความหมายคือเราต้องดูแลท่านให้ท่านสุขสบาย เหมือนดังเช่น พ่อ แม่ ที่ท่านเลี้ยงดูเรามาอย่างดี พระท่านเทศน์ว่าพระในบ้านของเรา ก็คือ พ่อ แม่ เป็นพระพรหมในบ้าน เราต้องดูแลท่าน บูชาท่าน ผู้เขียนเองก็มุมานะร่ำเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะเพื่อ พ่อ ของผู้เขียนจะได้สบายตอนท่านชรา เราจะได้เลี้ยงดูท่านได้ให้ท่านสุขสบาย ผู้เขียนเองจะเดินทางไปรับพ่อที่บ้านและไปเยี่ยมพ่อทุกอาทิตย์ พาท่านมาที่บ้านของผู้เขียนรับท่านมาทานข้าว ทำกับข้าวเองด้วย ซื้อโน้นซื้อนี้ให้ท่านตามกำลังของเรา พ่อเห็นลูกสบายท่านก็ดีใจ พ่อเห็นเราทุกข์ใจพ่อเราเองก็ทุกข์ใจ ผมทำแบบนี้กับพ่อเป็นการทดแทนบุญคุณท่าน แต่บุญคุณของพ่อชาตินี้ก็ใช้ไม่หม.
12 สิงหาคม 2553
บูรณภาพ บูรณาปัญญา บูรณาสิ่งที่สึกกร่อนไป
บูรณภาพ หมายภึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในทุกๆด้าน เพื่อบรรลุผลที่ตั้งใจว่า หรือที่เราใช้คำว่า VISION วิสัยทัศน์ ที่นี้มาว่ากันว่าทำไมประเทศเขมร ประเทศเล็กๆที่ไม่พัฒนาเลย กับใช้โอกาสความเป็นประเทศเล็กๆที่ไม่พัฒนาเพื่อให้ประเทศอื่นสงสาร หรือเรียกความสงสารจอมปลอม คือไม่น่าสงสารจริง จากประเทศใหญ่ๆได้ และใช้โอกาสที่ประเทศไทยมีความวุ่นวายภายในประเทศ และถือโอกาสแทงข้างหลัง และขี้ฟ้องเที่ยวไปฟ้องประเทศใหญ่ๆว่าโดนไทยกลั่นแกล้ง ซึ่งจริงๆแล้วไม่เป็นความจริงตามที่เขมรเที่ยวไล่แทงประเทศไทยด้านหลังและขี้ฟ้องซึ่งเป็นเรื่องเท็จทั้งนั้น แท้ที่จริงแล้วประเทศไทยมีแต่ช่วยเขมรในด้าน ยา อาหาร สิ่งก่อสร้าง และเงินมาตลอด มีไหมที่เขมรจะเอาสิ่งนี้ไปบอกกับชาวโลกและเอาไปบอกประเทศใหญ่เหล่านั้นไม่มีครับ ซึ่งเป็นการใช้บูรณภาพที่ผิดๆไม่ดีต่อไทยแต่เขมรได้ผลประโยชน์ของตนเอง เป็นการถือโอกาสแทงข้างหลังประเทศไทยเราอย่างจงใจ เริ่มมาตั้งแต่สมัยคนเขมรเผาสถานทูตไทยในเขมรถือเหยียบย่ำคนไทยทั้งประเทศและประเทศไทย และยิ่งเหยียบย่ำคนไทยด้วยการทำลายพระบรมรูปในหลวงของเรา ส่วนตัวผมเองจึงรู้สึกไม่ดีกับประเทศเขมรตั้งแต่นั้นมาครับ แล้วถือโอกาสรุกล้ำแผ่นดินไทยอีกต่างหาก สหประชาติเมื่อถือความถูกต้อง ก็ต้องสร้างความถูกต้องให้เกิดครับ ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกที่ดีมาตลอด และกับประเทศใหญ่ๆ เช่น อเมริกา อินเดีย จีน เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั้งญี่ปุ่น หรือประเทศต่างๆครับ เพราะเราสึกกร่อนไปจึงทำให้ ประเทศเขมรถือโอกาสแทงหลังไทยทำเรื่องไปฟ้องประเทศใหญ่ๆว่าโดนไทยกลั้นแกล้ง รุกล้ำ แต่เรื่องความดีประเทศไทยที่ช่วยเหลือไม่เคยนำไปบอกเลย เมื่อผ่านเหตุการณ์เมษายนมา ที่คนไทยเรามาฆ่ากันเอง รู้ไหมครับว่าใคร ยิ้มเหยาะเย้ยเราก็เขมรนี้ครับที่อยู่ในไทยเราด้วย เพราะเค้าไม่ใช่คนไทย เป็นเพียงผู้อยู่อพยพเข้ามาอาศัยทำงาน หรือในประเทศของเค้า เราอายเค้าไหมครับ ผมอายซิครับ ที่คนไทยมาฆ่ากันเอง มันไม่ดีหรอกครับ เราเป็นคนไทย เกิดประเทศไทย อยู่ประเทศไทย เราก็ต้องรักกันไว้ครับ ใครที่ไม่ใช่คนไทยแต่อาศัยบนแผ่นดินไทยไม่รักประเทศไทยก็ต้องปล่อยเค้าไปหรือต้องผลักดันกลับประเทศไปเพราะถือว่าเดียวมาสร้างปัญหาให้กับเรา เราต้องเลี้ยงคนของเราไม่อิ่มก่อน แล้วค่อยไปเลี้ยงคนต่างประเทศครับ เราต้องเลี้ยงคนของเรา คือคนไทยของเราก่อน ให้อิ่ม ให้สุขกายสบายใจ เราคงไม่มีปัญญาเลี้ยงคนต่างชาติที่ด้อยพัฒนาที่อพยพเข้ามาไทยได้ทั้งหมด ที่ทำได้คือให้ทำงานอย่างถูกกฏหมาย และทำตามกฏหมาย แม้จะเกิดบนแผ่นดินไทยก็ตามเค้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกรักประเทศเพราะการปลูกฝังความคิดจาก พ่อ แม่ เค้าว่าเราเป็นคนประเทศนั้นประเทศนี้นะเท่านั้นเช่นประเทศเขมรเป็นต้น ผมเห็นด้วยที่กระทรวงต่างประเทศทำหนังสือชี้แจงต่อ UN หรือ UNESCO ด้วยยิ่งดี และทำหนังสือฟ้องด้วยยิ่งดีว่าเขมรมีแต่โกหกพกลม ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จทั้งนั้น
การปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูปประเทศต้องใช้บูรณภาพ คือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ความคิด จิตใจ ที่ต้องให้คนไทยทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศร่วมกัน สิ่งที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผิดพลาดไป อย่างเช่น
1. ขาดการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การปฏิรูปร่วมกัน ในส่วนจังหวัดต่างๆ ด้านแผ่นป้าย การเชิญร่วมรณรงค์ปฏิรูปประเทศร่วมกัน เพราะประชาชนสึกว่าไม่มีส่วนร่วมเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของคน 20 คนเท่านั้น
2. ขาดการมีส่วนร่วม คือร่วมคิดปัญหา ของประชาชนของแต่ละัจังหวัดในการคิดร่วมปฏิรูปในภาคจังหวัด คือ การสัมมนาปัญหาของประชาชนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีประชาชนทุกอาชีพร่วมถกปัญหาแล้วนำปัญหาของแต่ละจังหวัดที่ได้คัดแล้ว มาสู่คณะกรรมการแล้วมาทำการศึกษาและนำไปสู่การแก้ไข จากปัญหาใหญ่ๆ ไปสู่ปัญหาน้อยๆ
3.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศขาดการลงหาข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อนำมาคิดในสิ่งที่ควรนำมาแก้ไขในแต่ละจังหวัด คือต้องลงไปคลุกคลีกับประชาชนอย่างแท้จริงสัก 3 เดือน เพื่อหาปัญหา หรือไมก็ต้องทำตามข้อ 4 คือ
4.คณะกรรมการปฏิรูปไม่เคยเจอทุกข์ของชาวบ้านที่แท้จริง เพราะมีแต่ความสุขของตนเองและในผลประโยชน์ตนเองที่พึ่งจะหาได้ จึงขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ในการแก้ปัญหา มีอยู่ทางเดียวจริงๆ คือ นายกรัฐมนตรีต้องเข้าขอพระราชทานเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอคำปรึกษาปัญหาของชาติของพสกนิกรของท่าน เพราะตลอดชีวิตของพระองค์ พระองค์ลงพื้นที่จริงมาตลอดทั้งชีวิตได้เห็นปัญหาแล้วนำมาสู่การแก้ไขให้พกนิกรของท่านให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
5.นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องทุ่มงบประมาณเพื่อจัดทำตาม ข้อ 1 และ 2
และสุดท้ายคณะรัฐมนตรีต้องยกเลิกรถเมล์เจ้าปัญหาไป เพราะเราต้องจ้างคนไทยให้มีงานทำไม่ใช่ให้ตกงาน ไม่จ้างงานคนไทยด้วยกันแล้วจะไปจ้างใครที่ไหนละครับ เพราะเห็นมีแต่นโยบา่ยว่าจะทำให้ประชาชนมีงานทำ เพิ่มงาน เพิ่มอาชีพ อยู่ดีมีสุข แต่จะมายกเลิกจ้างคนไทยด้วยกันมันอย่างไรอยู่ ซึ่งผมเห็นแต่มีนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ว่า จ้างงาน เพิ่มรายได้ แต่จะมาทำตรงกันข้ามตามที่วางนโบายไว้มันอย่างไรอยู่ มันไม่ดีแน่นอนครับ เราต้องให้คนไทยเรามีงานทำก่อน มีความอิ่มท้อง อิ่มกาย อิ่มใจ นั้นแหละครับปฏิรูปประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเรามัวแต่หาผลประโยชน์กันจึงเป็นช่องเบอเริ่มให้ต่างประเทศเช่นประเทศเขมรถือโอกาสแทงข้างหลังไทย ขี้ฟ้องเรื่องเท็จๆ แบบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ต่อประเทศใหญ่ๆเพื่อทำร้ายประเทศไทย และคนไทยเรา ผมคนหนึ่งละครับที่ยอมไม่ได้.
19 กรกฎาคม 2553
โรงพยาบาลธรรมชาติ
หัวจดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหม
๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพังก็หากระเทียมสดมากินสักวั
๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีดและกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้
๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่น แปรงลิ้นและกินกระเที
๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)
๕. แพ้ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติ
๖. โรค หืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่, หอมแดง, ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน
๗. นอนไม่หลับ ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้
๘. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อ มันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง
๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย ให้กินน้ำ กระเจี๊ยบไม่หวานจั
๑๐.ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่
๑๑.ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติ
๑๒.โรคกระเพาะ อาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก
๑๓.เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย
๑๔.วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มากและกิน เต้
๑๕.หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า
๑๖.กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่) มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมี
๑๗.ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสั
๑๘.มะเร็งเต้า นม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด
๑๙.มะเร็งปอด ทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลื
๒๐.ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้
๒๑.เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมั
๒๒.ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากิ
๒๓.เบาหวนถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผั
ขอให้ทุกท่านหายจากโรคภัยไข้เจ็บ และโชคดีในการงาน ชีวิต พบคนจริงใจ และร่ำรวยเงินทอง ที่ประกอบสัมมาอาชีพสุจริต มีตำแหน่งใหญ่ๆ มีความรักที่งดงาม มีผู้ใหญ่รักและสนับสนุน ที่ชอบด้วยธรรม รวมกับผมด้วยนะครับ และสุดท้ายครับ เกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย เราก็เป็นคนไทย เราก็ต้องรักประเทศไทยเราให้เยอะๆนะะครับ รักคนไทยเราให้เยอะๆด้วยนะครับ ประเทศไทยเราจะได้เจริญรุ่งเรือง จะได้ไม่อายประเทศอื่นๆเค้า .
21 มิถุนายน 2553
รักกันให้ถูกทาง ด้วยหลักทิศ 6
เกริ่นนำด้วยพุทธศาสนสุภาษิตที่น่าเศร้าใจ เป็นการวิจัยชีวิตของพระพุทธเจ้าที่ทรงค้นพบสัจจะธรรมข้อนี้ สามีและภรรยา พ่อ แม่ ลูก หรือญาติ เมื่อเช้ายังเห็นกันเนื่องๆ แต่ตกบ่ายจากกันเสียแล้วยังไม่ทันได้สั่งเสียสั่งลากัน หรือมีโอกาสได้สั่งเสียกัน ของที่เป็นที่รักก็มาจากให้ทุกข์ใจนักหนาเพราะเป็นบ่วงคลองคอกัน ผิวพรรณที่เคยอวบอัด ก็มาเหี่ยวย่นลง ผมที่เคยดกดำ กับหลุดหายไป สายตาที่เคยมองชัดกับพร่ามั่ว ดังนี้เป็นต้น เพราะมีเวลาเป็นตัวกำหนด หรือกรรม ที่แปลว่าการกระทำ ถ้าคิดให้ดีๆ คนเรามาพบกันก็เเพราะแรงกรรมในกุศล จึงได้เกิดมาพบกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้จักกันหมดทุกคน เราจะสนิทกับคนที่รู้จักเท่านั้น จริงนะ จริง เพราะความดีความชั่วมันต่างกัน จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจะเลือกคบคน ฉะนั้นเกิดมาแล้วจะมุ่งแสวงหาอะไรจนเกินไปเล่า เอาแต่พอดี ตามความสามารถ และสร้างกุศลไว้บ้าง เพราะตายไปก็เอาไปไม่ได้สักอย่างมีแต่ความดีที่ตายไปกับเราเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่าความรักไม่ดี แต่พระพุทธเจ้ากับสอนให้รักโดยใช้สติ รักอย่างให้เหตุผล ให้ความรักที่ถูกต้องดีงาม รักแล้วมีแต่สุข ทุกข์สิ้นไปด้วยซ้ำ เห็นจะมีอยู่ในหลักธรรมของพระพพุทธศาสนา คือเรื่องทิศทั้ง 6 เป็นความรักที่มอบให้กันที่ดีสุดในโลก นอกจากสูตรอื่นแล้วไม่เห็นจะมีสูตรไหนที่ดีไปกว่า พระสูตรเรื่อง ทิศทั้ง 6 ได้ไปกว่านี้
ทิศทั้ง 6 มีดังนี้
1. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่บิดามาดา
2. ทิศเบื้องขวาได้แก่ ครู อาจารย์
3. ทิศเบื้องหลังได้แก่ สามีภรรยา
4. ทิศเบื้องซ้ายได้แก่ มิตรสหาย
5. ทิศเบื้องบนได้แก่ พระสงฆ์ สมณะพราหมณ์
6. ทิศเบื้องล่างได้แก่ นายจ้างกับลูกจ้าง
แนะนำท่านอ่านเพิ่มเติมได้ http://www.learntripitaka.com/scruple/thit6.htm แล้วท่านจะเข้าใจหลักทิศ 6 ได้มากขึ้น
นับได้ว่าเป็นความรักความผูกมิตรที่ดีต่อกัน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มอบให้กับศานสนิกชนโลกเลยก็ว่าได้ โดยให้ปฏิบัติต่อกันด้วยความรักความเข้าใจที่ดีต่อกัน เป็นความรักที่มอบให้กันอย่างเป็นระบบระเบียบที่เจริญใจในศีลธรรม เช่น ความรักของสามีภรรยา ความรักของพ่อ แม่ ที่มีต่อลูก ความรักของลูกที่มีต่อพ่อ แม่ ความรักของอาจารย์ที่มีต่อศิษย์ และศิษย์ต่ออาจารย์ ความรักต่อเพื่อน ดงนี้เป็นต้น เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านเพียงแค่บอกว่า เมื่อเราจากสิ่งเป็นที่รักไปเสียแล้วมันเป็นทุกข์ ก็ทุกข์จริง วิธีแก้ทุกข์คือรู้เท่าทันตามความเป็นจริงนั้นเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงมอบความรู้ให้เราได้คิด ได้เดินตามและให้คลายทุกข์ เพราะอะไรท่านทรงเห็นว่ามนุษย์เรารักสุขเกลียดทุกข์กันแทบทั้งสิน พระพุทธใช้จึงพระปัญญาหาความรู้จึงได้ความรู้ที่ใช้เป็นแนวทางการดับทุกข์ หรือใช้หลักอริยสัจจ์ 4 แก้ไขทุกข์ พระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการให้ทุกคนต้องเป็นพระอรหันต์หรือนิพพานกันหมดนะ หรือเป็นได้ก็แค่อรหันตมุด คือไม่ถึงพระอรหันได้แต่เฉียดไปเฉียดมา ก็ใกล้แต่ไม่ถึง แต่ยังดีนะ พระพุทธเจ้าจึงมีหลักความรู้ในการปฏิบัติให้แก่มวลมนุษย์โลกเพื่อสร้างปัญญาให้ได้คิดและปฏิบัติ ว่าอยู่และดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีสุขและรักกันและเกิดความร่มเย็นในชุมชน สังคม ประเทศชาติและทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะเป็นการวิจัยของพระพุทธเจ้าท่านแล้ว 500 ชาตินะ กว่าที่พระพุทธเจ้าจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้วถึงพระนิพพาน ฉะนั้นใครบอกชาตินี้ชาติเดียวจะสำเร็จแล้วไม่เกิดอีกคงเชื่อได้ยาก และก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงออกผนวชก็ทรงมีพระมเหสีและมีพระโอรส แต่พระองค์ก็ทรงดำเนินการตามแนวทางที่จะทรงช่วยมนุษย์โลกนี้ได้มากกว่าต่อไปภายหน้าด้วยการสร้างปัญญา พระองค์ก็ทรงละเสียความสุขส่วนพระองค์ แล้วทรงศึกษาเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ชาติอีกต่อไปข้างหน้าด้วยความรู้ที่เราเรียกว่าธรรม จะได้เข้าใจเข้าถึงความจริงของปัญญาเพื่อเป็นเครื่องสั่งสอนเตือนใจ เตือนสติ ให้ได้นำเดินชีวิตที่ดีที่งามและถูกต้อง นี้เป็นความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อชาวมวลมนุษย์โลกเลยที่เดียว นับได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริงเลยที่เดียว นับเป็นบุญของชาติไทย ที่ทรงมีพระมหากษัตริย์ที่พระปรีชาชาญและเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทรงรับเอาพระพุทธศาสนาเข้ามา นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์กับลังกาทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ โดยรับมาจากนครศรีธรรมราชอีกที นอกจากนี้ สุโขทัยก็ยังมีความสัมพันธ์กับลังกาโดยตรง ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ได้มีพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงได้เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกาอีกด้วย นับได้ว่าเป็นกรุงสุโขทัยโมเดล ด้านพระพุทธศาสนา หรือนครศรีธรรมราชโมเดล ด้านพระพุทธศาสนาในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ทรงได้ส่งพระสงฆ์จากกรุงสุโขทัย ไปเผยแผ่ธรรมยังเมืองหลวงต่างๆทั่วประเทศไทยเลยที่เดียว หลักฐานที่ปรากฏที่อย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธรูปสุโขทัย ที่ถูกอัญเชิญจากกรุงสุโขทัย มาประดิษฐานยังวัดวาอาราม พระอารามหลวง หรือวัดราษร ต่างๆในกรุงเทพฯ นี้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตร เป็นพระพุทธรูปจากกรุงสุโขทัยที่ถูกอัญเชิญมา สัญนิฐานว่าสร้างสมัยพ่อขุนราม เพราะที่องค์พระยังปรากฏเป็นลายลักอักษรอีกด้วยนั้นคือ "ข้อความหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช บรรทัดที่ 23-27 ความว่า กลางเมืองสุโขทัย มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันราม มีพระพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม" เอ้าละครับกลับมาว่าต่อ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าความรักไม่ดี และไม่เคยปฏิเสธความรัก แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั่งสอนว่า รักอย่างไรถึงจะมีสุข เมื่อมีทุกข์จะแก้อย่างไร โดยใช้ปัญญารู้เท่าทันทุกข์นั้นเอง ดั่งเช่นมีแนวปฏิบัติให้รักกัน ตามหลักทิศ 6 นั้นเอง ซึ้งเป็นเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ที่อยากเห็นคนมีความรักมีความสุข ทุกข์สิ้นไปอย่างแท้จริง ผมจึงได้เขียนไว้ว่า ไม่ให้ทุกข์คนอื่น คนนั้นชื่อว่าพรหม ผมไม่ได้คิดเอง แต่จากการศึกษาพระพุทธศาสนาบวชพระแล้วศึกษามา 12 ปีกว่าๆ จึงเห็นเจตนารมณ์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านั้นเอง ท่านต้องการให้คนเรามีสุข มีความรักที่งดงามต่อกัน และการแก้ไขความทุกข์ด้วยความรู้หรือธรรม คือไม่อยากให้สร้างทุกข์ให้แก่กันนั้นเอง นี้คือเจตนารมณ์อย่างแท้จริงของพระพุทธเจ้า ผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง และถ้าปฏิบัตินอกเหนือหลักทิศ 6 ไปแล้วก็เป็นทุกข์ สังคมวุ่นวายจริงๆิ และผมก็เชื่อในใจว่าคนไทยเรายังมีน้ำใจและมีเมตตาต่อกัน จะให้มองโลกในแง่บวกไปทั้งหมดคงทำไม่ได้ ต้องรู้เท่าทันตามความเป็นจริง นั้นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน กฏหมายยังไม่มองโลกในแง่บวกเลย ยังต้องมีกฏหมายไว้กำรา่บพวกคนไม่ดีใช่ไหมครับ.
