Welcome to my blogspot

ดาวน์โหลดบทความใหม่ (dwnld)...ร.๕ กับการเสด็จประพาสประเทศอินเดีย...ขอขอบคุณบทความดีๆที่มีให้เราๆได้อ่าน เสริมปัญญา เป็นอาหารสมอง และให้ความรู้ที่ดีที่สุด­เพราะกลั่นมาจากปัญญาแท้ๆ wel 2013 come / Happy new year

หยิบข่าวมาบอก:Breaking News

r

24 พฤศจิกายน 2552

มองอินเดียเพื่อนบ้านเรือนเคียง ค้นหาให้ดีมีดีให้เราแน่ ตอนกังหันลมผลิตไฟฟ้า

คนอินเดียในรัฐ TAMIL NADU มีความภูมิใจในกังหันลมผลิตไฟฟ้่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รูปภาพกังหันผลิตไฟฟ้าจากลม ในรัฐ TAMIL NADU

รูปภาพกังหันลมผลิตไฟฟ้าในรัฐ TAMIL NADU


ขณะนี้บ้านเรากำลังถกเถียงกันเรื่องการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ( Nuclear power generation) จะสร้างหรือไม่สร้าง เพราะชาวบ้านประท้วง เพราะผลที่ตามมาคือมลพิษและสารพิษ ที่อาจรั่วไหล เหมือนอเมริกาที่รั่วไหล จนเป็นอันตราย แต่ขณะเดียวกันที่ประเทศอินเดียหันมาใช้พลังงานชีวมวล เพื่อรักษาโลกร้อนและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น โดยหันมาใช้พลังลม โดยใช้กังหันพลังงานลมเพื่อผลิตไฟฟ้า ในรัฐ TAMIL NADU เมือง Nagercoil มีการใช้กังหันพลังงานลมเพื่อผลิตใช้ไฟฟ้า และในรัฐอื่นอีก อินเดียยังมีแผนการต้องการใช้พลังงานที่บริสุทธิ์ให้ได้ 100 % เพื่อลดโลกร้อนและลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas (GHG) และอินเดียยังเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียอีกด้วย (India now boasts of Asia's biggest wind farm (298 MW) at Satara in Maharashtra.) (อ้างอิง Praful Bidwai,Frontline India's National Magazine,Volume 21- Issue 22,Oct.23-Nov.05,2004) ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้พอๆกับพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ( Nuclear power generation) และสะอาดกว่า และ การใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ และจากน้ำ มาผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ทั่วไปแม้แต่ในอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์ และครัวเรือน ในชนบท หรือในเมือง ซึ่งการใช้กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า เพื่อเป็นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน คนอินเดียได้เห็นกังหันลมผลิตไฟฟ้าแล้วและได้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมซึ่งเป็นแบบเดียวกับ แคลิฟอร์เนีย (Californi) เดนมาร์ก (Denmark) และ เยอรมนี (Germany) แต่บ้านเรายังคุยกันเรื่องผลิตไฟฟ้าจากโรงงานนิวเคลียร์ (Nuclear power generation) ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บ้านเราช้าไปหน่อยไหม คนไทยเราไม่ได้เห็นพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในประเทศไทยเลย แต่ถ้าอยากเห็นต้องไปเมืองนอกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่จะรักษ์โลกและรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะที่คนทั้งโลก (Around the world) ขณะนี้ตระหนักถึงการลดปัญหาโลกร้อน (Greenhouse gas (GHG) หรือแค่เพียงเพื่อจะมุ่งสนองอุตสหกรรมและพาณิชย์ทั้งหลายเพียงอย่างเดียวหรือสนองกิเลสที่ผิดๆ สังคมและชาวบ้านเป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์เท่านั้นหรือ ทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากธรรมชาติหรือพลังงานชีวมวลจึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันในเวลานี้ ซึ่งเป็นความจำเป็นในการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ( The renawable imperative)

พระพุทธเจ้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

พระพุทธเจ้าทรงถือเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเลยทีเดียว เหตุผลคนต้องอาศัยธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งในโลก ศีล 5 คือหลักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่พระพุทธเจ้าได้ให้เราไว้ปฏิบัติ ศีล 5 มีความหมายคือ
1. เว้นจากทำลายชีวิต
2. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
3. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
4. เว้นจากพูดเท็จ
5. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

วิเคราะห์ได้ดังนี้

ข้อที่ 1 เว้นจากการทำลายชีวิต นั้นคือการไม่ทำลายชีวิตทั้งปวง นที่ไม่ให้ทำลาย มี คน สัตว์และธรรมชาติ รวมแล้วคือสิ่งแวดล้อมนั้นเอง

ข้อที่ 2 เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ ต้นไม้ในป่าเป็นสิ่งที่โดนคุ้มครองจากกฏหมายของรัฐ ซึ่งบางพวกลักโขมยตัดต้นไม้เอาเลย ไม่ได้ขอ ข้อนี้ก็เป็นการอนุรักษสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

ข้อที่ 3 เว้นจากประพฤติธรรมในกาม ข้อนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน เพราะคนก็คือส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม การที่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมก็จะโดนทำลายถึงชีวิต การทำลายชีวิตหนึ่งลงไปก็คือทำลายสิ่งแวดล้อม

ข้อที่ 4 เว้นจาการพูดเท็จ การพูดเท็จก็เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนกันได้ คือ เมื่อรู้เห็นว่ามีคนตัดป่าอยู่เรากับนิ่งเฉย หรือเรามีส่วนร่วม และไม่พูดความจริงแก่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นต้น การไม่พูดเท็จเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน

ข้อที่ 5 เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้วก็คือเหล้านั้นเอง โรงงานเหล้ามีการผลิตในโรงงาน และมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำสาธารณะ ดังนั้นเหล้าจึงเป็นสาเหตุในการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นของเหล้าหรือสุรา จึงเป็นปัญหาอีกมิติหนึ่งเพราะคนเมาเหล้านั้นสามารถทำลายชีวิตคนและทำลายสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ เพราะขาดสติ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีบทหนึ่งในพระไตรปิฏกที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน เมืองมคธ ไว้ดังนี้

ราชกุมาร! เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไปตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐ จนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรมอยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้านสำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร! เราได้เห็นแล้ว เกิดความรู้สึกว่า "ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียร" ดังนี้. ราชกุมาร! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้.

(อ้างอิงจากโพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค มัชฌิมนิกาย ม. ม. 13/448/491)



ไม่มีความคิดเห็น: